เวลาที่แนะนำให้คนไข้ไปรับวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ มักจะได้ยินคำถามและความกังวลใจกลับมาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นความกลัวว่าฉีดแล้วจะป่วยจากตัววัคซีนเอง กลัวผลข้างเคียงรุนแรง หรือบางคนก็คิดว่าตัวเองร่างกายแข็งแรงดีอยู่แล้ว ไม่น่าจะมีความจำเป็นต้องฉีดอะไร ความกังวลเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารมีอยู่รอบตัว การจะแยกแยะระหว่างความจริงทางการแพทย์กับความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับวัคซีนจึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก วันนี้ผมเลยอยากชวนทุกท่านมานั่งคุยกันแบบสบายๆ เคลียร์ประเด็นคาใจ เพื่อให้เราดูแลสุขภาพกันได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
ฉีดวัคซีนแล้วจะทำให้ป่วยเป็นโรคนั้นจริงๆ หรือเปล่า
หนึ่งในความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับวัคซีนที่พบบ่อยที่สุดคือความกลัวว่า ตัววัคซีนเองจะย้อนกลับมาทำให้เราติดเชื้อโรคชนิดนั้นเสียเอง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว วัคซีนเกือบทุกชนิดถูกพัฒนาขึ้นมาโดยใช้เชื้อโรคที่ถูกทำให้ตายไปแล้ว หรือใช้เพียงแค่ชิ้นส่วนโปรตีนชิ้นเล็กๆ ของเชื้อโรค หรือบางชนิดก็ใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ใส่เพียงรหัสพันธุกรรมเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเอง เชื้อเหล่านี้ไม่มีฤทธิ์มากพอที่จะทำให้เกิดโรคได้จริง อาการไข้ ปวดเมื่อย หรืออ่อนเพลียเล็กน้อยหลังฉีด จริงๆ แล้วไม่ใช่ตัวโรค แต่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายกำลังทำงานอย่างขยันขันแข็งเพื่อสร้างเกราะป้องกันต่างหาก
คนสุขภาพแข็งแรงดีอยู่แล้ว จำเป็นต้องเสีย
หลายคนมีความเชื่อว่าถ้าเรากินอาหารครบห้าหมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ และมีร่างกายที่แข็งแรงดีแล้ว ภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติก็น่าจะเพียงพอที่จะจัดการกับโรคต่างๆ ได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาวัคซีน ประเด็นนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ร่างกายที่แข็งแรงช่วยให้เราฟื้นตัวจากโรคได้เร็วก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าร่างกายจะรู้จักเชื้อโรคอุบัติใหม่หรือโรคร้ายแรงบางชนิดที่มีความรุนแรงสูง วัคซีนทำหน้าที่เหมือนกับการติวข้อสอบล่วงหน้าให้เม็ดเลือดขาวของเราได้รู้จักหน้าตาของตัวร้ายก่อนที่มันจะบุกรุกเข้าสู่ร่างกายจริงๆ การมีภูมิคุ้มกันจำเพาะจากวัคซีนจึงเป็นเกราะป้องกันชั้นที่สองที่ต่อให้ร่างกายแข็งแรงแค่ไหนก็ยังมีความจำเป็น
ความจริงเรื่องผลข้างเคียงรุนแรงที่ทำให้หลายคนลังเล
ความกังวลเรื่องผลข้างเคียงรุนแรงหรืออาการแพ้ยาแพ้วัคซีน เป็นอีกหนึ่งเหตุผลอันดับต้นๆ ที่ทำให้หลายคนตัดสินใจปฏิเสธการรับวัคซีน แม้ว่าในทางการแพทย์จะยอมรับว่าวัคซีนบางชนิดอาจทำให้เกิดอาการแพ้เฉียบพลันได้ แต่สถิติเกิดขึ้นน้อยมากๆ ซึ่งทีมแพทย์และพยาบาลในสถานพยาบาลต่างก็มีความพร้อมสูงสุดในการดูแลและรับมือกับเหตุการณ์เหล่านี้อยู่แล้ว ส่วนอาการข้างเคียงที่เราเจอกับตัวบ่อยๆ เช่น ปวดบวมบริเวณที่ฉีด มีไข้ต่ำๆ หรือปวดศีรษะ อาการเหล่านี้มักจะหายไปได้เองภายในสองถึงสามวัน การชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงจากอาการข้างเคียงเล็กน้อยเหล่านี้ กับความรุนแรงของโรคที่อาจเกิดขึ้นหากไม่ฉีดวัคซีน จึงเป็นสิ่งที่เราต้องมองภาพรวมให้รอบด้าน
โรคบางโรคหายไปจากสังคมแล้ว ทำไมยังต้องฉีดวัคซีนอยู่อีก
มีคำถามทำทำนองว่า ในเมื่อโรคหลายโรคแทบจะไม่พบผู้ป่วยในบ้านเรามานานหลายปีแล้ว ทำไมกระทรวงสาธารณสุขหรือคุณหมอยังคงรณรงค์ให้เด็กๆ และประชาชนต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคเหล่านั้นอยู่ คำตอบคือ สาเหตุที่เราไม่ค่อยเห็นโรคเหล่านั้นในปัจจุบัน ก็เป็นเพราะว่าประชากรส่วนใหญ่ในสังคมมีภูมิคุ้มกันหมู่จากวัคซีนคอยปกป้องอยู่นั่นเอง ถ้าหากวันไหนที่เราพากันหยุดฉีดวัคซีนเพราะคิดว่าโรคหมดไปแล้ว ภูมิคุ้มกันหมู่ก็จะลดลง และเปิดช่องให้เชื้อโรคที่อาจจะหลงเหลืออยู่กลับมาระบาดซ้ำเติมชุมชนของเราได้อีกครั้งอย่างรวดเร็ว
โรคประจำตัวและอายุไม่ใช่ข้อจำกัดในการรับวัคซีนเสมอไป
ความเข้าใจผิดอีกประการหนึ่งคือ คนที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือผู้สูงอายุ ห้ามฉีดวัคซีนเด็ดขาดเพราะกลัวร่างกายจะรับไม่ไหว แท้จริงแล้วกลุ่มคนเหล่านี้ต่างหากคือกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่สุดที่ควรได้รับการปกป้องด้วยวัคซีน เนื่องจากหากติดเชื้อโรคขึ้นมา อาการมักจะรุนแรงและมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนถึงขั้นเสียชีวิตได้สูงกว่าคนปกติทั่วไป แม้ว่าวัคซีนบางชนิดอาจต้องเลือกประเภทหรือระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ที่มีโรคประจำตัวบางกลุ่ม แต่แพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมและคัด กรองความปลอดภัยให้เป็นรายบุคคลอยู่แล้ว ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเชื่อคำบอกเล่าต่อๆ กันมา ลองปรึกษาแพทย์ประจำตัวดูอีกครั้งจะดีที่สุดครับ