เวลาที่ลูกน้อยนอนหลับแล้วเราได้ยินเสียงหายใจครืดคราด หรือสังเกตเห็นซี่โครงยุบลงไปทุกครั้งที่หายใจ หัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่คงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความกังวลใจมักจะตามมาทันทีว่าลูกกำลังป่วยหนักหรือเปล่า ยิ่งในเด็กเล็กๆ ที่ยังพูดบอกไม่ได้ว่าแน่นหน้าอกหรือหายใจไม่ออก การสังเกตอาการด้วยตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่หมออยากให้คุณพ่อคุณแม่ทุกคนมีความรู้ติดตัวไว้ครับ
ลูกหายใจเร็วแค่ไหนถึงเรียกว่าผิดปกติ? มานับจังหวะกันเถอะ
วิธีเบื้องต้นที่ง่ายที่สุดในการเช็กว่าลูกหายใจเร็วเกินไปหรือไม่ คือการนับอัตราการหายใจครับ แต่มีข้อแม้ว่าต้องนับตอนที่ลูกนอนหลับและนอนนิ่งๆ เท่านั้น ห้ามนับตอนที่ลูกกำลังร้องไห้ ดิ้น หรือเพิ่งตื่นนอนใหม่ๆ เพราะตอนนั้นอัตราการหายใจจะเร็วขึ้นตามธรรมชาติอยู่แล้ว
วิธีกำหนดเวลาคือให้ใช้ นาฬิกาจับเวลา 1 นาทีเต็ม หรือจะนับ 30 วินาทีแล้วคูณสองก็ได้ โดยให้สังเกตการกระเพื่อมของหน้าอกหรือหน้าท้อง นับขึ้นลง 1 ครั้งนับเป็น 1
- เด็กทารกแรกเกิดถึง 2 เดือน: อัตราการหายใจปกติจะอยู่ที่ประมาณ 40 ถึง 60 ครั้งต่อนาที ถ้าเกิน 60 ครั้งถือว่าเร็วกว่าปกติ
- เด็กอายุ 2 เดือนถึง 1 ปี: อัตราการหายใจปกติจะไม่เกิน 50 ครั้งต่อนาที
- เด็กอายุ 1 ถึง 5 ปี: อัตราการหายใจปกติจะไม่เกิน 40 ครั้งต่อนาที
ถ้าตัวเลขที่นับได้สูงกว่าเกณฑ์เหล่านี้อย่างชัดเจน แม้ว่าลูกจะไม่มีไข้ ก็เป็นสัญญาณเตือนภัยแรกแล้วว่าระบบทางเดินหายใจกำลังมีปัญหา
สัญญาณเตือนภัย เมื่อลูกเริ่มหายใจแรงและหายใจลำบาก
นอกจากเรื่องความเร็วแล้ว ลักษณะการหายใจก็สำคัญไม่แพ้กัน เด็กที่เริ่มมีภาวะหายใจลำบาก ร่างกายจะต้องพยายามดึงอากาศเข้าปอดให้ได้มากที่สุด กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ จึงต้องทำงานหนักขึ้น ซึ่งเราสามารถสังเกตความผิดปกติเหล่านี้ได้ด้วยตาเปล่า
สังเกตหน้าอกและซี่โครง ลูกยุบตัวเวลาหายใจ
เวลาปกติเวลาเราหายใจ หน้าอกจะขยายออก แต่ถ้าลูกมีภาวะหายใจลำบาก กล้ามเนื้อระหว่างซี่โครงจะดึงรั้งจนเราเห็นซี่โครงบุ๋มลงไปชัดเจนเวลาหายใจเข้า หรือบางทีอาจจะเห็นช่องคอเหนือกระดูกไหปลาร้าบุ๋มลงไปด้วย นั่นแปลว่าปอดขยายตัวได้ยากและลูกต้องออกแรงเบ่งหายใจ
ดูที่ท้องและกล้ามเนื้อหน้าท้องร่วมด้วย
ในเด็กทารก กล้ามเนื้อหน้าท้องจะช่วยในการหายใจค่อนข้างมาก ถ้าหายใจลำบากเราจะเห็นท้องกระพือแรง หรือสังเกตว่าสะดือดึงบุ๋มลงไปลึกทุกครั้งที่หายใจเข้า
ปีกจมูกบานทุกครั้งที่สูดลมหายใจ
อาการปีกจมูกขยายเข้าออกกว้างกว่าปกติ หรือที่เรียกว่าปีกจมูกบาน เป็นกลไกอัตโนมัติของร่างกายเด็กเล็ก เพื่อพยายามขยายช่องทางเดินให้อากาศเข้าไปในปอดได้สะดวกขึ้น หากลูกมีอาการนี้ร่วมกับหายใจเร็ว แสดงว่าเริ่มเหนื่อยมากแล้ว
เสียงหายใจผิดปกติ เสียงครืดคราดหรือเสียงวี๊ด
ลองฟังเสียงหายใจของลูกใกล้ๆ ถ้าได้ยินเสียงหายใจดังวี๊ด แปลว่าหลอดลมตีบแคบ มักพบในเด็กที่เป็นหอบหืดหรือหลอดลมอักเสบ แต่ถ้าได้ยินเสียงครืดคราดในลำคอหรือหน้าอก อาจมีเสมหะสะสมจำนวนมากจนทางเดินหายใจแคบลง
อาการร่วมอื่นๆ ที่บอกว่าลูกกำลังขาดออกซิเจนและแย่ลง
นอกจากเรื่องการหายใจโดยตรงแล้ว ถ้าร่างกายเริ่มได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ จะมีอาการอื่นๆ แสดงออกมาให้เห็นร่วมด้วย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องคอยสังเกตให้ดี
- ริมฝีปากและปลายนิ้วเขียว: นี่คือสัญญาณอันตรายขั้นวิกฤต แสดงว่าปริมาณออกซิเจนในเลือดลดต่ำลงมาก
- ซึมลง ไม่ยอมดูดนม: เด็กที่เหนื่อยมากๆ จะไม่มีแรงแม้แต่จะดูดนมจากเต้าหรือขวดนม ร้องกวนน้อยลงเพราะหมดแรง
- กระหม่อมบุ๋มหรือหน้าอกกระเพื่อมแรงต่อเนื่อง: แสดงถึงความเหนื่อยล้าสะสม
- มีเสียงครางเบาๆ ทุกครั้งที่หายใจออก: เป็นการพยายามรักษาแรงดันในปอดของเด็กที่เหนื่อยจัด
เมื่อไหร่ที่ต้องพาลูกส่งโรงพยาบาลทันที
หากคุณพ่อคุณแม่ลองนับอัตราการหายใจแล้วพบว่าเกินเกณฑ์ หรือสังเกตเห็นอาการหายใจลำบาก เช่น ซี่โครงบุ๋ม ปีกจมูกบาน ริมฝีปากเริ่มคล้ำ หรือลูกซึมลงไม่ยอมกินนม ไม่อนุญาตให้นอนรอดูอาการอยู่ที่บ้านเด็ดขาด ควรพาไปห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลใกล้บ้านทันที เพราะความล่าช้าอาจทำให้ภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ การประเมินอาการให้ไวและการพามาพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ คือหัวใจสำคัญที่สุดในการช่วยชีวิตลูกน้อยครับ