ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

คุณผู้ชายหลายคนอาจเคยมีอาการปวดหน่วงๆ ที่อัณฑะ หรือบางครั้งอาจรู้สึกปวดอย่างรุนแรงร่วมกับอาการบวมแดง มีไข้ต่ำๆ อาการเหล่านี้ไม่ได้เป็นเรื่องเล็กๆ ที่มองข้ามได้เลย เพราะมันอาจเป็นสัญญาณของ 'ภาวะอัณฑะอักเสบและท่อนำอสุจิอักเสบเฉียบพลัน' ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตได้อย่างมาก ในวันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังแบบละเอียด เพื่อให้คุณผู้ชายทุกคนได้เข้าใจถึงโรคนี้อย่างถ่องแท้ จะได้ดูแลตัวเองและมาพบแพทย์ได้อย่างทันท่วงที

อัณฑะอักเสบและท่อนำอสุจิอักเสบ: มันคืออะไรกันแน่?

ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจส่วนประกอบสำคัญกันก่อน อัณฑะ (testis) คืออวัยวะที่ทำหน้าที่สร้างอสุจิและฮอร์โมนเพศชาย ส่วนท่อนำอสุจิ (epididymis) คือท่อที่อยู่ด้านหลังอัณฑะ มีหน้าที่เก็บและส่งผ่านอสุจิ

  • ภาวะอัณฑะอักเสบ (Orchitis) คือ การอักเสบของลูกอัณฑะ อาจเกิดขึ้นกับอัณฑะข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้
  • ภาวะท่อนำอสุจิอักเสบ (Epididymitis) คือ การอักเสบของท่อนำอสุจิ ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยกว่าภาวะอัณฑะอักเสบเดี่ยวๆ
  • บ่อยครั้งที่ภาวะทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมกัน เราจึงเรียกภาวะนี้รวมๆ ว่า ภาวะอัณฑะและท่อนำอสุจิอักเสบ (Epididymo-orchitis)

ทำไมจู่ๆ ถึงเป็นได้นะ? มาดูสาเหตุกัน

ภาวะอัณฑะและท่อนำอสุจิอักเสบเฉียบพลัน มักเกิดจากการติดเชื้อ สาเหตุที่พบบ่อยได้แก่

  • การติดเชื้อแบคทีเรีย:
    • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs): ในชายอายุน้อยกว่า 35 ปี ที่มีเพศสัมพันธ์ มักเกิดจากเชื้อหนองในเทียม (Chlamydia trachomatis) หรือหนองในแท้ (Neisseria gonorrhoeae)
    • การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ (UTIs) หรือต่อมลูกหมากอักเสบ (Prostatitis): ในชายอายุมากกว่า 35 ปี หรือในผู้ชายที่ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์บ่อยๆ เชื้อแบคทีเรียจากทางเดินปัสสาวะหรือต่อมลูกหมากสามารถแพร่กระจายมายังท่อนำอสุจิและอัณฑะได้
  • การติดเชื้อไวรัส: เชื้อไวรัสที่พบบ่อยที่สุดคือ ไวรัสคางทูม (Mumps virus) มักเกิดกับเด็กชายที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันคางทูม หรือผู้ใหญ่ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
  • สาเหตุอื่นๆ: เช่น การบาดเจ็บที่อัณฑะ การผ่าตัดบริเวณอุ้งเชิงกราน หรือบางครั้งอาจไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน

สัญญาณเตือนที่ต้องสังเกต: คุณมีอาการเหล่านี้บ้างไหม?

อาการมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นเฉียบพลัน โดยอาการที่พบบ่อยได้แก่

  • ปวดอัณฑะ: อาจปวดหน่วงๆ ไปจนถึงปวดอย่างรุนแรง บางครั้งอาจปวดร้าวไปยังขาหนีบหรือท้องน้อยได้
  • อัณฑะบวมแดงและร้อน: อัณฑะหรือถุงอัณฑะจะบวมโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บางครั้งจะแดงและรู้สึกร้อนเมื่อสัมผัส
  • มีไข้: อาจมีไข้ต่ำๆ หรือไข้สูงร่วมด้วย
  • อาการทั่วไปอื่นๆ: เช่น หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว อ่อนเพลีย
  • อาการเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ: อาจปัสสาวะบ่อย แสบขัด หรือมีเลือดปนออกมา (หากมีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย)
  • เจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์หรือหลั่งอสุจิ

อาการแบบไหน ที่คุณผู้ชายต้องรีบไปหาหมอทันที?

หากคุณมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ทันที ไม่ควรรอหรือรักษาตัวเอง เพราะบางครั้งอาการอาจคล้ายกับภาวะฉุกเฉินอื่นๆ ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

  • ปวดอัณฑะอย่างรุนแรงและฉับพลัน
  • อัณฑะบวมแดงผิดปกติอย่างรวดเร็ว
  • มีไข้สูง หนาวสั่น หรือรู้สึกไม่สบายอย่างมาก
  • มีเลือดในปัสสาวะ หรือปัสสาวะมีหนอง
  • เคยได้รับบาดเจ็บที่อัณฑะมาก่อน และเริ่มมีอาการปวดบวม

คุณหมอจะวินิจฉัยโรคนี้ได้อย่างไรบ้าง?

เมื่อคุณไปพบแพทย์ คุณหมอจะทำการตรวจวินิจฉัยเพื่อยืนยันสาเหตุและแยกโรคอื่นๆ ที่มีอาการคล้ายกัน

  • การซักประวัติ: คุณหมอจะสอบถามถึงอาการ อาการร่วม ประวัติเพศสัมพันธ์ การใช้ยา และประวัติการเจ็บป่วยอื่นๆ
  • การตรวจร่างกาย: คุณหมอจะตรวจดูบริเวณอัณฑะ ถุงอัณฑะ ขาหนีบ และช่องท้อง เพื่อประเมินการบวม การกดเจ็บ และสัญญาณของการติดเชื้อ
  • การตรวจปัสสาวะ: เพื่อหาเชื้อแบคทีเรียหรือเม็ดเลือดขาว ซึ่งบ่งชี้ถึงการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ หรือการติดเชื้ออื่นๆ
  • การตรวจเลือด: เพื่อดูค่าการอักเสบในร่างกาย
  • การตรวจอัลตราซาวนด์อัณฑะ: เป็นการตรวจที่สำคัญมาก เพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัย แยกภาวะอัณฑะบิด (Testicular Torsion) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องผ่าตัดทันที และประเมินความรุนแรงของการอักเสบ

เมื่อเป็นแล้ว... ต้องรักษาอย่างไรให้หายขาด?

แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุของการอักเสบ โดยหลักๆ จะเน้นการกำจัดเชื้อและการบรรเทาอาการ

การรักษาด้วยยา

  • ยาปฏิชีวนะ: หากเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย คุณหมอจะให้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม โดยต้องรับประทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด แม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำหรือการเกิดภาวะแทรกซ้อน
  • ยาลดไข้และยาแก้ปวด: เช่น พาราเซตามอล หรือยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดและลดไข้
  • ยาต้านไวรัส: หากเกิดจากไวรัส (เช่น คางทูม) อาจไม่มียารักษาเฉพาะเจาะจง แพทย์จะเน้นการรักษาตามอาการ

การดูแลตัวเองง่ายๆ ที่บ้านเพื่อบรรเทาอาการ

  • พักผ่อนให้เพียงพอ: งดกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมากหรือการเคลื่อนไหวที่กระทบกระเทือนบริเวณอัณฑะ
  • ประคบเย็น: การประคบเย็นที่ถุงอัณฑะสามารถช่วยลดอาการบวมและบรรเทาความเจ็บปวดได้ ควรใช้ผ้าขนหนูห่อน้ำแข็งก่อนประคบ และไม่ควรประคบนานเกินไปในแต่ละครั้ง
  • ใส่กางเกงในที่กระชับ: เพื่อช่วยพยุงอัณฑะและลดการเคลื่อนไหว จะช่วยลดความเจ็บปวดได้
  • ยกอัณฑะให้สูงขึ้น: อาจใช้หมอนเล็กๆ หนุนใต้ถุงอัณฑะขณะนอนราบ เพื่อช่วยลดอาการบวม
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ: เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวและลดโอกาสการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

ในบางกรณีที่รุนแรง เช่น มีฝีในถุงอัณฑะ หรือการอักเสบที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา อาจต้องพิจารณาการผ่าตัด

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจตามมา: ทำไมถึงไม่ควรมองข้าม?

หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา หรือรักษาไม่ครบถ้วน ภาวะอัณฑะและท่อนำอสุจิอักเสบอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนได้

  • ภาวะเป็นหมัน: การอักเสบที่รุนแรงหรือเป็นซ้ำๆ อาจทำลายเนื้อเยื่ออัณฑะและท่อนำอสุจิ ทำให้เกิดปัญหาในการผลิตหรือส่งผ่านอสุจิ
  • การเกิดฝีในถุงอัณฑะ: หากการติดเชื้อรุนแรง อาจเกิดหนองสะสมกลายเป็นฝี ซึ่งต้องได้รับการผ่าตัดระบายออก
  • การอักเสบเรื้อรัง: บางรายอาจมีอาการปวดเรื้อรัง หรือการอักเสบกลับเป็นซ้ำได้
  • อัณฑะฝ่อ: ในกรณีที่รุนแรงมาก การอักเสบอาจทำให้เนื้อเยื่ออัณฑะถูกทำลาย จนอัณฑะมีขนาดเล็กลงและทำงานผิดปกติ

ป้องกันไว้ก่อน: เราจะดูแลตัวเองอย่างไรดี?

การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ คุณผู้ชายสามารถลดความเสี่ยงของภาวะนี้ได้ด้วยวิธีต่างๆ

  • ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์: การใช้ถุงยางอนามัยอย่างสม่ำเสมอและถูกต้อง และการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย
  • ฉีดวัคซีนป้องกันคางทูม: โดยเฉพาะเด็กชายและผู้ใหญ่ที่ไม่เคยเป็นคางทูมมาก่อน
  • รีบรักษาการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะหรือต่อมลูกหมาก: หากมีอาการควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรักษาให้หายขาด
  • รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดี: ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศอย่างเหมาะสม

ภาวะอัณฑะอักเสบและท่อนำอสุจิอักเสบเฉียบพลัน แม้จะฟังดูน่ากังวล แต่หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที ก็มักจะหายเป็นปกติได้โดยไม่ทิ้งปัญหาเรื้อรังไว้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าละเลยสัญญาณเตือนของร่างกาย หากคุณมีอาการที่น่าสงสัย ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกต้อง เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวของคุณเอง

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down