เวลาที่เห็นลูกน้อยวัยทารกมีอาการคัดจมูก หายใจเสียงดังครืดคราดเหมือนมีเสมหะติดอยู่ในคอ หัวใจคนเป็นพ่อแม่ย่อมรู้สึกกระวนกระวายใจ อยากจะช่วยให้ลูกหายใจได้โล่งและสบายตัวเร็วที่สุด เครื่องมืออย่างลูกยางแดง หรือเครื่องดูดน้ำมูกไฟฟ้า จึงกลายเป็นตัวช่วยแรกๆ ที่หลายครอบครัวหยิบมาใช้ แต่ในฐานะหมอเด็ก หมอมักจะเน้นย้ำกับคุณพ่อคุณแม่เสมอว่า การดูดเสมหะในทารกไม่ใช่เรื่องที่จะทำอย่างไรหรือบ่อยแค่ไหนก็ได้ เพราะการทำอย่างไม่เหมาะสมอาจแฝงไปด้วยอันตรายที่ส่งผลเสียต่อลูกน้อยมากกว่าที่คิด
ผลกระทบและภาวะแทรกซ้อนจากการดูดเสมหะผิดวิธี เรื่องใหญ่ที่คนเป็นพ่อแม่ต้องรู้
ร่างกายของทารกแรกเกิดจนถึงวัยแบเบาะมีความเปราะบางและแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างสิ้นเชิง ทางเดินหายใจของพวกเขามีขนาดเล็กและแคบมาก อีกทั้งเนื้อเยื่อต่างๆ ก็ยังบอบบางอย่างที่สุด การตัดสินใจดูดเสมหะบ่อยเกินไป หรือใช้แรงดูดที่มากเกินขนาด มักจะนำไปสู่ผลกระทบและภาวะแทรกซ้อนจากการดูดเสมหะที่คาดไม่ถึง ดังนี้
เนื้อเยื่อบอบบางในจมูกและคอของลูกน้อยเกิดการบาดเจ็บ
ลองนึกภาพตามว่าเยื่อบุจมูกและลำคอของทารกนั้นนุ่มและบอบบางคล้ายกับผิวของเต้าหู้ การสอดสายดูดเสมหะหรือแม้กระทั่งปลายลูกยางแดงเข้าไปตรงๆ ด้วยความแรง หรือการพยายามดูดซ้ำๆ หลายครั้ง จะทำให้เกิดการครูดและเสียดสี ส่งผลให้เยื่อบุบวม แดง และมีเลือดออกได้ สิ่งที่น่ากลัวคือ เมื่อเยื่อบุทางเดินหายใจบวมขึ้น ทางเดินหายใจที่แคบอยู่แล้วก็ยิ่งแคบลงไปอีก ทำให้ลูกหายใจลำบากกว่าเดิม กลายเป็นวงจรเลวร้ายที่ยิ่งดูดก็ยิ่งตัน
ภาวะขาดออกซิเจนเฉียบพลันจากการแย่งอากาศหายใจ
ในขณะที่เครื่องดูดเสมหะกำลังทำงาน ตัวเครื่องจะดึงเอาอากาศและออกซิเจนในทางเดินหายใจของลูกออกไปด้วย หากผู้ดูแลดูดเสมหะค้างไว้นานเกินไป โดยทั่วไปไม่ควรเกิน 5 ถึง 10 วินาทีต่อครั้ง หรือดูดติดต่อกันโดยไม่เปิดโอกาสให้ลูกได้พักหายใจเลย ลูกน้อยจะเผชิญกับภาวะขาดออกซิเจนชั่วคราว สังเกตได้จากสีหน้าของลูกที่เริ่มเปลี่ยนไป ริมฝีปากเริ่มคล้ำ หรือผิวดูซีดลง ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายต่อระบบสมองและหัวใจอย่างมาก
หัวใจเต้นช้าลงเฉียบพลันจากการกระตุ้นเส้นประสาทเวกัส
บริเวณลำคอและโคนลิ้นของทารกเป็นจุดที่มีเส้นประสาทสมองคู่ที่สิบหรือที่เรียกว่า "เส้นประสาทเวกัส" (Vagus Nerve) ทอดผ่านอยู่ หากเราสอดสายดูดเสมหะลึกเกินไปจนไปสัมผัสหรือกระตุ้นบริเวณนี้อย่างรุนแรง จะส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายที่ทำให้หัวใจเต้นช้าลงอย่างรวดเร็ว หรืออาจถึงขั้นหยุดหายใจชั่วขณะ ซึ่งนี่คือภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันที่อันตรายถึงชีวิตที่หมอกังวลมากที่สุด
เสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำซ้อนและปอดอักเสบ
เครื่องมือที่ไม่ได้มาตรฐาน การทำความสะอาดที่ไม่สะอาดพอ หรือแม้กระทั่งความพยายามที่จะดูดเสมหะเองที่บ้านโดยขาดความเชี่ยวชาญ อาจเป็นการนำพาเชื้อโรคจากภายนอกเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจของลูกโดยตรง นอกจากนี้ แรงดูดที่มากเกินไปอาจทำให้เสมหะบางส่วนถูกดันย้อนกลับลงไปในหลอดลมส่วนลึกและปอด ส่งผลให้เกิดภาวะปอดอักเสบติดเชื้อตามมาได้
วิธีรับมือเมื่อลูกมีเสมหะครืดคราดอย่างปลอดภัยและถูกวิธี
เมื่อเห็นลูกเริ่มมีอาการครืดคราด หมอแนะนำให้เริ่มจัดการด้วยวิธีที่นุ่มนวลและปลอดภัยก่อนเป็นอันดับแรก ดังนี้
- ใช้น้ำเกลือหยดจมูกช่วยละลายเสมหะ: หยดน้ำเกลือสำหรับพ่นหรือหยดจมูกทารก ความเข้มข้นร้อยละ 0.9 ข้างละ 1-2 หยด เพื่อช่วยให้น้ำมูกหรือเสมหะที่แห้งกรังนิ่มลงและหลุดออกมาได้ง่ายขึ้น
- ใช้ลูกยางแดงอย่างถูกวิธี: บีบลมออกจากลูกยางแดงก่อนสอดเข้าไปในรูจมูกตื้นๆ จากนั้นค่อยๆ ปล่อยมือเพื่อดูดเอาน้ำมูกที่ละลายแล้วออกมา ห้ามสอดลึกและห้ามบีบเข้าออกซ้ำๆ ขณะที่ยังคาอยู่ในจมูกลูก
- ปรับสภาพแวดล้อม: ใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศในห้องนอนของลูก หรือพาลูกไปสูดไอน้ำอุ่นในห้องน้ำชั่วครู่ จะช่วยให้เสมหะระบายได้ดีขึ้นตามธรรมชาติ
- ให้ลูกดื่มนมหรือน้ำอย่างเพียงพอ: สำหรับทารก การได้รับนมแม่หรือน้ำอุ่นในเด็กที่เริ่มทานน้ำได้แล้วอย่างเพียงพอ จะช่วยลดความเหนียวข้นของเสมหะได้ดีที่สุด
อาการแบบไหนที่บอกว่าห้ามดูดเสมหะเองและต้องพาไปพบแพทย์ทันที
บางครั้งอาการเสมหะล้นคออาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคระบบทางเดินหายใจที่รุนแรง หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นอาการดังต่อไปนี้ หมอขอแนะนำให้งดการดูดเสมหะเองที่บ้าน และรีบพาลูกไปโรงพยาบาลเพื่อรับการดูแลจากแพทย์โดยด่วน
- ลูกหายใจเร็วกว่าปกติ หายใจหอบเหนื่อย จนอกบุ๋มหรือซี่โครงบานออกขณะหายใจ
- ริมฝีปาก ปลายมือ หรือเท้ามีสีเขียวคล้ำ
- มีไข้สูง ซึมลง ไม่ยอมดูดนม หรือร้องไห้กวนงอแงผิดปกติ
- มีเสียงหายใจดังวี๊ดๆ ออกมาจากทรวงอก ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะหลอดลมตีบ
การดูแลลูกน้อยยามเจ็บป่วยต้องอาศัยทั้งความรักและความระมัดระวังอย่างยิ่ง การระบายเสมหะให้ลูกหายใจสะดวกเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องทำด้วยความนุ่มนวลและถูกวิธีเสมอ เพื่อป้องกันผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ และช่วยให้ลูกน้อยกลับมาแข็งแรงและยิ้มได้กว้างอีกครั้ง