ไข้หวัดใหญ่กับไข้หวัดธรรมดา ต่างกันตรงไหนทำไมคนถึงกลัวนัก?
เวลาที่เริ่มมีอาการไอ เจ็บคอ หรือตัวร้อน หลายคนมักจะเหมารวมว่าตัวเองเป็นแค่หวัดธรรมดา เดี๋ยวพักผ่อนหย่อนใจกินน้ำเยอะๆ ก็หาย แต่ถ้าวันไหนจู่ๆ ไข้พุ่งสูงปรืด ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัวแบบลุกไม่ขึ้น นั่นแหละสัญญาณเตือนว่าเราอาจจะกำลังโดนเจ้าโรคไข้หวัดใหญ่เล่นงานเข้าแล้ว
ความต่างที่ชัดเจนระหว่างหวัดธรรมดากับไข้หวัดใหญ่คือ ความรุนแรงและความเร็วในการจู่โจม หวัดธรรมดาจะค่อยๆ มา อาการไม่หนักหนา แต่ไข้หวัดใหญ่มาแบบสายฟ้าแลบ ไข้สูงปรี๊ด ปวดหัว ปวดกระดูก และอ่อนเพลียสุดๆ ที่สำคัญคือเชื้อไวรัสกลุ่มนี้มีการกลายพันธุ์อยู่เรื่อยๆ ทำให้ร่างกายเราตามไม่ค่อยทัน
ทำไมเราถึงต้องทำความรู้จัก โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ต่างๆ ให้ดีขึ้น?
เวลาหมอตรวจคนไข้ที่เป็นไข้หวัดใหญ่ คำถามยอดฮิตคือ ติดมาจากไหน และทำไมปีนี้อาการหนักจัง คำตอบอยู่ในเรื่องของสายพันธุ์ไวรัสที่มีการหมุนเวียนเปลี่ยนหน้ากันไปในแต่ละปี การรู้เท่าทันว่าตอนนี้มีสายพันธุ์ไหนระบาดบ้าง จะช่วยให้เราป้องกันตัวเองได้ตรงจุดมากขึ้น โดยเฉพาะการเลือกฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปีที่ปรับสูตรตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก
แก๊งตัวร้ายหลัก: ทำความรู้จักไวรัสอินฟลูเอนซา เอ (Influenza A)
เจ้าตัวนี้ถือว่าเป็นพี่ใหญ่ใจร้าย เพราะมักจะทำให้เกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลก (Pandemic) และมีความรุนแรงในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงค่อนข้างสูง ไวรัสสายพันธุ์เอแบ่งย่อยออกเป็นหลายชนิดตามโปรตีนที่ผิวหน้า แต่ที่เรารing หูกันบ่อยและองค์การอนามัยโลกอัปเดตในวัคซีนทุกปีมีดังนี้
สายพันธุ์เอ เอชหนึ่งเอ็นหนึ่ง (A/H1N1) ต้นเหตุไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่คุ้นเคย
หลายคนยังจำการระบาดใหญ่เมื่อปี 2009 ได้ดี เจ้า A/H1N1 นี่แหละคือตัวการ แม้ว่าปัจจุบันมันจะกลายเป็นไวรัสประจำถิ่นที่วนเวียนมาพบกันได้ทุกปี แต่ก็ยังประมาทไม่ได้เพราะยังคงทำให้เกิดอาการรุนแรงในเด็กเล็กและคนมีโรคประจำตัวได้เหมือนเดิม
สายพันธุ์เอ เอชสามเอ็นสอง (A/H3N2) ตัวป่วนที่มักทำให้ผู้สูงอายุอาการหนัก
สายพันธุ์นี้ขึ้นชื่อเรื่องความสามารถในการแพร่กระจายและมักจะทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงในผู้สูงอายุมากกว่ากลุ่มอื่น เวลาที่ปีไหนสายพันธุ์ A/H3N2 ระบาดหนัก โรงพยาบาลมักจะแน่นขนัดไปด้วยผู้ป่วยสูงอายุที่มีอาการแทรกซ้อนทางปอด
สายพันธุ์บี (Influenza B) ตัวป่วนประจำฤดูกาลที่มองข้ามไม่ได้
นอกจากแก๊งสายพันธุ์เอแล้ว เรายังมีไวรัสอินฟลูเอนซา บี ซึ่งมักจะพบการแพร่ระบาดในโรงเรียนหรือสถานที่ที่มีคนอยู่ร่วมกันหนาแน่น แม้ว่าโดยทั่วไปความรุนแรงอาจจะดูน้อยกว่าสายพันธุ์เอในระดับภาพรวม แต่เด็กๆ มักจะป่วยจากสายพันธุ์นี้ได้บ่อย และอาการไข้สูงปวดเมื่อยก็ทรมานไม่แพ้กัน โดยตระกูลหลักๆ ที่พบเจอคือกลุ่มวิกตอเรีย (Victoria) และยามากาตะ (Yamagata)
ไข้หวัดใหญ่แต่ละสายพันธุ์ อาการแตกต่างกันไหม?
ในแง่ของอาการทางคลินิก เวลาที่คุณหมอตรวจคนไข้ จะบอกยากมากว่าใครติดสายพันธุ์ไหน เพราะอาการหลักๆ จะคล้ายกันหมดคือ ไข้สูงฉับพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไอแห้ง และเจ็บคอ ความต่างจะอยู่ที่ปฏิกิริยาของร่างกายแต่ละคนและความแข็งแรงของภูมิคุ้มกันมากกว่า
ใครบ้างที่เสี่ยงอาการหนักไม่ว่าจะติดสายพันธุ์ไหน?
ไม่ว่าจะเป็นไวรัสสายพันธุ์อะไรก็ตาม ถ้าเข้าสู่ร่างกายของคนกลุ่มนี้ มีโอกาสที่โรคจะลุกลามจนกลายเป็นปอดอักเสบหรือภาวะแทรกซ้อนอันตรายได้:
- เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยเฉพาะเด็กเล็ก
- ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
- หญิงตั้งครรภ์ในทุกอายุครรภ์
- ผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคปอด หอบหืด เบาหวาน หรือโรคไต
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรืออ้วนลงพุง
วิธีป้องกันตัวเองจากสารพัดสายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการตัดวงจรการแพร่ระบาดและการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ล้างมือบ่อยๆ ใส่หน้ากากอนามัยในที่แออัด และที่สำคัญคือการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิด 4 สายพันธุ์เป็นประจำทุกปี เพราะวัคซีนจะช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดโอกาสนอนโรงพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าเราจะติดเชื้อสายพันธุ์ที่อาจจะไม่ได้ตรงเป๊ะร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ภูมิคุ้มกันไขว้จากวัคซีนก็ยังช่วยลดความรุนแรงลงได้มาก