หลายครั้งที่หมอนั่งตรวจน้องๆ ในคลินิก แล้วคุณพ่อคุณแม่มักจะมาปรึกษาด้วยความกังวลใจว่า ลูกมีพฤติกรรมบางอย่างที่รับมือยาก ไม่ว่าจะเป็นการอารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรง ควบคุมตัวเองไม่ได้ หรือบางทีก็ปฏิเสธการสื่อสารกับคนรอบข้าง จนทำให้ครอบครัวเริ่มเหนื่อยล้า พอได้ยินคำแนะนำเรื่องการปรับพฤติกรรม หลายครอบครัวก็อาจจะยังนึกไม่ออกว่าควรเริ่มจากตรงไหนดี
หนึ่งในแนวทางที่หมอมักจะแนะนำและได้ผลลัพธ์ค่อนข้างดีในทางการแพทย์ปัจจุบัน คือแนวทางการบำบัดด้วยอีบีที (EBT) สำหรับเด็ก ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยจัดระเบียบความคิดและพฤติกรรมของเจ้าตัวเล็กได้อย่างตรงจุด วันนี้หมอเลยอยากชวนคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กันว่า วิธีนี้คืออะไร และจะช่วยลูกรักของเราได้อย่างไรบ้าง
อีบีที (EBT) คืออะไร และช่วยเด็กๆ ได้อย่างไร
ถ้าจะให้อธิบายให้เห็นภาพง่ายที่สุด อีบีที หรือที่ย่อมาจาก Emotion-Behavior Therapy หรือแนวทางที่เชื่อมโยงระหว่างอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรม เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เด็กๆ ได้เรียนรู้การทำความเข้าใจความรู้สึกข้างในของตัวเอง
เด็กหลายคนเวลาโมโห เสียใจ หรือตื่นเต้น มักจะแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมทันที เช่น กรีดร้อง ขว้างปาข้าวของ หรือทำร้ายตัวเองและคนอื่น โดยที่ตัวเขาเองก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น การบำบัดด้วยวิธีนี้จึงเหมือนการสร้างกระจกเงาให้เด็กได้มองเห็นอารมณ์ของตัวเอง และค่อยๆ เรียนรู้วิธีแสดงออกที่เหมาะสมแทน
สัญญาณแบบไหนที่ลูกน้อยควรเริ่มรับการบำบัด
คุณพ่อคุณแม่อาจจะสงสัยว่า แล้วลูกเราจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการนี้หรือยัง หมออยากให้ลองสังเกตพฤติกรรมเหล่านี้ดูว่าเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหนในชีวิตประจำวัน
- ระเบิดอารมณ์รุนแรงเกินวัย: โกรธง่าย หงุดหงิดบ่อย และใช้เวลานานมากกว่าจะสงบลงได้
- มีปัญหาการเข้าสังคม: ไม่ยอมเล่นร่วมกับเพื่อน หรือมีปัญหาในการสื่อสารความต้องการของตัวเอง
- จัดการความเครียดไม่เป็น: เมื่อเจอสถานการณ์ที่ไม่เป็นดั่งใจ มักจะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวหรือถดถอย
- ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต: เริ่มมีปัญหาที่โรงเรียน ครูบ่นเรื่องพฤติกรรม หรือบรรยากาศในบ้านตึงเครียดตลอดเวลา
หากเด็กๆ มีพฤติกรรมเหล่านี้ต่อเนื่องและเริ่มควบคุมยาก การพามาพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินแนวทางการบำบัดด้วยอีบีที (EBT) สำหรับเด็ก ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการช่วยหาทางออกร่วมกัน
ขั้นตอนการดูแลและปรับพฤติกรรมในห้องบำบัด
หลายคนอาจกังวลว่าลูกจะต้องไปนั่งคุยเครียดๆ กับหมอเหมือนผู้ใหญ่หรือเปล่า จริงๆ แล้วไม่ใช่เลยครับ สำหรับเด็กๆ การบำบัดจะผ่านกระบวนการที่ออกแบบมาให้เข้ากับวัยของเขา
การใช้การเล่นเป็นสื่อกลางในการสื่อสาร
เด็กๆ เรียนรู้โลกผ่านการเล่น นักบำบัดจะใช้ของเล่น ตุ๊กตา หรือเกมจำลองสถานการณ์ เพื่อให้เด็กได้แสดงออกถึงความรู้สึกที่อยู่ข้างในออกมา โดยที่เขาไม่ต้องรู้สึกว่ากำลังถูกซักถามหรือถูกจับผิด
การฝึกรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง
เมื่อเด็กเริ่มคุ้นเคย นักบำบัดจะพาเขาไปรู้จักชื่อเรียกของอารมณ์ต่างๆ เช่น ตอนนี้หนูกำลังโกรธ หรือตอนนี้พี่หมีกำลังเสียใจ เพื่อให้เด็กเชื่อมโยงความรู้สึกในร่างกายกับคำศัพท์ทางอารมณ์ได้
การเรียนรู้วิธีผ่อนคลายเมื่อความโกรธมาเยือน
เด็กจะได้ฝึกเทคนิคจัดการความเครียดฉุกเฉิน เช่น การฝึกหายใจเข้าลึกๆ การนับเลขในใจ หรือการใช้มุมสงบเพื่อดึงสติกลับมาก่อนที่อารมณ์จะระเบิดออกมา
บทบาทสำคัญของคุณพ่อคุณแม่นอกห้องบำบัด
ต่อให้เด็กจะเข้าคอร์สบำบัดที่ดีแค่ไหน แต่ถ้ากลับมาบ้านแล้วสภาพแวดล้อมยังเหมือนเดิม การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นได้ยากครับ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำร่วมด้วย มีดังนี้
- รับฟังด้วยความเข้าใจ: แทนที่จะดุว่าเมื่อลูกร้องไห้ ให้ลองเปลี่ยนเป็นถามว่าเกิดอะไรขึ้น และรับฟังความรู้สึกเขาก่อน
- เป็นแบบอย่างที่ดีในการจัดการอารมณ์: เด็กๆ เรียนรู้จากการเลียนแบบ ถ้าเราควบคุมอารมณ์เวลาโกรธให้เขาดูได้ เขาก็จะซึมซับวิธีนั้นไปใช้
- ให้กำลังใจและชมเชย: เมื่อลูกสามารถใช้วิธีที่ดีในการจัดการความโกรธ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย ก็ควรให้คำชมเพื่อให้เขารู้สึกมีกำลังใจทำต่อ
การปรับพฤติกรรมเด็กต้องอาศัยเวลา ความอดทน และความสม่ำเสมอเป็นอย่างมาก แนวทางการบำบัดด้วยอีบีที (EBT) สำหรับเด็ก ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนลูกให้กลายเป็นเด็กที่สมบูรณ์แบบ แต่เพื่อช่วยให้เขามีเครื่องมือในการรับมือกับโลกกว้างและเติบโตขึ้นอย่างมีความสุข หากคุณพ่อคุณแม่รู้สึกว่าเริ่มรับมือไม่ไหว การปรึกษาแพทย์หรือนักจิตวิทยาเด็กเพื่อขอคำแนะนำที่ตรงจุด จะช่วยลดความกังวลและสร้างความเข้าใจที่ดีในครอบครัวได้มากขึ้นครับ