เวลาที่คุณพ่อคุณแม่พาเจ้าตัวเล็กมาพบหมอด้วยอาการดูไม่ค่อยร่าเริง อ่อนเพลียง่าย เรียนรู้ช้า หรือเริ่มมีคนทักว่าดูซีดลง หลายครั้งเรามักจะนึกถึงโรคโลหิตจางเป็นอันดับแรก ซึ่งการเจาะเลือดตรวจความเข้มข้นของเลือดทั่วไปอาจบอกได้เพียงว่าลูกมีภาวะโลหิตจางหรือไม่ แต่ไม่สามารถบอกได้ลึกถึงขั้นว่า ร่างกายเริ่มขาดแคลนธาตุเหล็กสะสมแล้วหรือยัง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่หมอมักแนะนำให้ทำการตรวจวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นั่นคือ การประเมินระดับ ferritin ในเลือดเด็ก เพื่อเข้าไปดูปริมาณเงินฝากหรือถังสำรองธาตุเหล็กที่แท้จริงในร่างกายของลูก
ทำความรู้จักกับ Ferritin ออมสินธาตุเหล็กที่ซ่อนอยู่ในร่างกายของลูกรัก
หากจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ธาตุเหล็กที่หมุนเวียนอยู่ในกระแสเลือดก็เหมือนกับเงินสดที่เราพกติดตัวไว้ใช้จ่ายในแต่ละวัน ส่วน Ferritin (เฟอร์ริติน) ก็คือบัญชีเงินฝากในธนาคาร Ferritin เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่กักเก็บธาตุเหล็กไว้ในเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะในตับ ไขกระดูก และม้าม เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายต้องการสร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นหรือขาดแคลนธาตุเหล็กในกระแสเลือด ร่างกายก็จะไปเบิกถอนธาตุเหล็กจากกองกลางนี้มาใช้งาน
ดังนั้น การตรวจวัดระดับสารตัวนี้จึงช่วยให้หมอรู้สถานการณ์ล่วงหน้าได้ดีมาก เพราะหากเงินในบัญชีเงินฝากเริ่มร่อยหรอลง แม้ว่าเงินสดในกระเป๋า (ความเข้มข้นของเลือด) จะยังดูปกติ แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นแรกแล้วว่าลูกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะขาดธาตุเหล็กแฝง
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องตรวจประเมินระดับ ferritin ในเลือดเด็ก?
โดยทั่วไปแล้ว ร่างกายของเด็กต้องการธาตุเหล็กอย่างมากในการพัฒนาสมอง ระบบประสาท และการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นพฤติกรรมหรืออาการเหล่านี้ของลูก อาจเป็นข้อบ่งชี้ที่ควรรีบมาปรึกษาหมอเพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียด
- มีพฤติกรรมการกินที่เสี่ยงขาดสารอาหาร: เด็กที่เลือกกิน ทานยาก ไม่ชอบทานเนื้อสัตว์ ตับ หรือผักใบเขียว หรือกลุ่มเด็กทารกที่ดื่มนมแม่เพียงอย่างเดียวหลังอายุ 6 เดือนโดยไม่ได้เริ่มอาหารเสริมที่มีธาตุเหล็กสูงอย่างเหมาะสม
- พัฒนาการและการเรียนรู้เริ่มช้าลง: มีอาการใจลอย สมาธิสั้นลง ความจำไม่ค่อยดี หรือดูเหนื่อยง่ายไม่อยากทำกิจกรรมหรือเล่นซนเหมือนเด็กวัยเดียวกัน
- พฤติกรรมการกินของแปลกๆ (Pica): เด็กบางคนที่มีภาวะขาดธาตุเหล็กอย่างรุนแรงจะมีอาการชอบหยิบของที่กินไม่ได้เข้าปาก เช่น ดิน โคลน น้ำแข็ง หรือแป้งฝุ่น
- ร่างกายแสดงอาการซีดเซียว: ผิวดูซีด ขอบตาด้านในดูไม่แดงอมชมพู เล็บเปราะบาง รูปร่างของเล็บอาจจะแบนหรือช้อนขึ้น หรือริมฝีปากดูซีดเผือด
เตรียมตัวอย่างไรเมื่อต้องพาลูกรักไปเจาะเลือดตรวจวัดระดับ Ferritin
การตรวจหาค่า Ferritin นั้นไม่ได้มีความยุ่งยากซับซ้อนอย่างที่คิด และสิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมตัวและเตรียมใจของทั้งคุณพ่อคุณแม่และตัวเด็กเอง
ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนเจาะเลือด
โดยส่วนใหญ่แล้ว การเจาะเลือดเพื่อตรวจระดับ Ferritin เพียงอย่างเดียวไม่จำเป็นต้องงดอาหารหรือน้ำดื่มแต่อย่างใด เด็กๆ สามารถรับประทานอาหารและนมได้ตามปกติ ทว่าในหลายกรณี หมอมักจะสั่งตรวจร่วมกับค่าอื่นๆ เช่น ระดับน้ำตาลหรือไขมัน ซึ่งอาจจำเป็นต้องงดอาหารตามคำแนะนำเฉพาะเจาะจง ดังนั้นควรสอบถามคุณหมอเจ้าของไข้ให้ชัดเจนก่อนวันนัดหมาย
การเตรียมพร้อมทางด้านจิตใจ
สำหรับเด็กเล็ก ความกลัวเข็มเป็นเรื่องธรรมชาติ หมอแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่พูดความจริงกับลูกด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นและมั่นใจ หลีกเลี่ยงการขู่ให้กลัว เช่น บอกว่าจะพาไปให้หมอฉีดยาถ้าดื้อ แต่ให้เปลี่ยนเป็นการอธิบายว่า คุณหมอจะขอแตะตัวหรือขอตรวจดูพลังงานในร่างกายของหนูนิดหน่อย อาจจะรู้สึกเหมือนมดกัดแป๊บเดียวแล้วก็หาย การกอด ปลอบประโลม หรือการมีของเล่นชิ้นโปรดอยู่ใกล้ตัวระหว่างเจาะเลือดจะช่วยลดความวิตกกังวลของเด็กได้เป็นอย่างดี
วิธีอ่านผลและแปลความหมายของค่า Ferritin ในเด็ก
เมื่อผลการตรวจเลือดออกมาแล้ว หมอจะนำมาประเมินร่วมกับอายุ เพศ และอาการทางคลินิกของเด็ก เนื่องจากเกณฑ์ค่าปกติในเด็กแต่ละช่วงวัยจะมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก โดยผลการตรวจสามารถแบ่งออกได้เป็นสามกลุ่มหลักดังนี้
เมื่อระดับ Ferritin ต่ำกว่ามาตรฐาน
หากผลตรวจพบว่ามีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ นั่นคือเครื่องบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าถังสำรองธาตุเหล็กในร่างกายของเด็กเริ่มหมดลงแล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia) หมอจะรีบดำเนินการให้การรักษาด้วยการปรับเปลี่ยนโภชนาการควบคู่กับการให้ยาธาตุเหล็กเสริมทดแทน
เมื่อระดับ Ferritin อยู่ในเกณฑ์ปกติ
หมายความว่าปริมาณการสะสมธาตุเหล็กในร่างกายของลูกยังอยู่ในสภาวะที่สมดุลและเพียงพอต่อความต้องการในการเจริญเติบโตและการทำงานของระบบต่างๆ
เมื่อระดับ Ferritin สูงกว่ามาตรฐาน
ในกรณีที่ค่านี้สูงเกินไป ไม่ได้แปลว่าเด็กมีธาตุเหล็กล้นเกินเสมอไป เนื่องจาก Ferritin เป็นโปรตีนที่ตอบสนองต่อการอักเสบในร่างกายด้วย (Acute phase reactant) ดังนั้น หากเด็กกำลังมีไข้ มีการติดเชื้อ หรือมีภาวะอักเสบในร่างกายขณะเจาะเลือด ค่านี้ก็อาจจะพุ่งสูงขึ้นชั่วคราวได้ นอกจากนี้ยังอาจพบได้ในกลุ่มโรคเลือดจางธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงที่ต้องได้รับเลือดบ่อยครั้ง ซึ่งหมอจะต้องตรวจประเมินปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วยเสมอเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้องแม่นยำ
วิธีดูแลและดูแลรักษาเมื่อลูกรักมีปัญหาเรื่องระดับธาตุเหล็กสะสม
หากผลการตรวจบ่งชี้ว่าลูกรักมีระดับธาตุเหล็กสะสมไม่สมดุล การดูแลรักษาจะมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขสาเหตุและฟื้นฟูร่างกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป
สำหรับรายที่ขาดธาตุเหล็กสะสม การปรับเปลี่ยนเมนูอาหารในชีวิตประจำวันคือหัวใจสำคัญ หมอแนะนำให้เพิ่มอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงที่ร่างกายดูดซึมได้ดี เช่น เนื้อแดง ตับ เลือดหมู อกไก่ ไข่แดง ควบคู่ไปกับอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ เพราะวิตามินซีจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารได้ดียิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันควรหลีกเลี่ยงการให้ลูกดื่มนมวัวปริมาณมากเกินไป (ไม่ควรเกิน 24-32 ออนซ์ต่อวันสำหรับเด็กอายุมากกว่า 1 ปี) เนื่องจากแคลเซียมในนมวัวอาจเข้าไปขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กได้
หากคุณหมอพิจารณาว่าจำเป็นต้องให้ยาธาตุเหล็กชนิดน้ำหรือชนิดเม็ดเสริม คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ลูกรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามสั่ง และไม่ควรหยุดยาเองแม้ว่าลูกจะดูร่าเริงขึ้นแล้ว เพราะการเติมเต็มถังสำรองธาตุเหล็กในร่างกายให้กลับมาเต็มร้อยนั้น มักต้องใช้เวลากินยาต่อเนื่องนานตั้งแต่ 3 ถึง 6 เดือนเลยทีเดียว