ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความตื่นเต้นที่จะได้เห็นหน้าลูกน้อยหลังจากเฝ้ารอมานานหลายเดือน บางครั้งอาจเปลี่ยนเป็นความกังวลใจอย่างที่สุด เมื่อผลตรวจอัลตราซาวนด์หรืออาการแรกคลอดของลูกบ่งชี้ว่ามีความผิดปกติที่เรียกว่า ไส้เลื่อนกะบังลมแต่กำเนิด โรคนี้ฟังดูน่ากลัวและทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม แต่การทำความเข้าใจธรรมชาติของโรคนี้อย่างถูกต้อง จะช่วยให้เราเตรียมพร้อมรับมือร่วมกับทีมแพทย์ได้อย่างมีสติและมีความหวัง

ไส้เลื่อนกะบังลมแต่กำเนิด คืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ตามปกติแล้ว ร่างกายของเราจะมีแผ่นกล้ามเนื้อบางๆ ที่เรียกว่า กะบังลม ทำหน้าที่เป็นกำแพงกั้นระหว่างช่องอก (ซึ่งเป็นที่อยู่ของปอดและหัวใจ) กับช่องท้อง (ซึ่งเป็นที่อยู่ของกระเพาะอาหาร ลำไส้ ตับ และม้าม) นอกจากกั้นแบ่งพื้นที่แล้ว กะบังลมยังเป็นกล้ามเนื้อหลักที่ใช้ในการหายใจอีกด้วย

แต่ในกรณีของทารกที่เป็น ไส้เลื่อนกะบังลมแต่กำเนิด กะบังลมนี้พัฒนาไม่สมบูรณ์ในช่วงที่อยู่ในครรภ์ ทำให้เกิดช่องโหว่ขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นทางด้านซ้าย เมื่อมีช่องโหว่ อวัยวะในช่องท้องที่ควรจะอยู่ด้านล่าง เช่น ลำไส้ กระเพาะอาหาร หรือแม้แต่ตับ จึงพากันขยับเลื่อนขึ้นไปอยู่ในช่องอกผ่านช่องโหว่นั้น

ลองจินตนาการถึงห้องทำงานเล็กๆ ที่มีคนเข้าไปเบียดกันจนเต็ม เมื่ออวัยวะในท้องขึ้นไปยึดพื้นที่ในทรวงอก ปอดของทารกที่กำลังเติบโตจึงไม่มีพื้นที่ในการขยายตัว ส่งผลให้ปอดข้างนั้น (หรืออาจจะทั้งสองข้าง) มีขนาดเล็กกว่าปกติและพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ซึ่งเราเรียกภาวะนี้ว่า ภาวะปอดแฟบหรือปอดพัฒนาไม่สมบูรณ์ และส่งผลต่อการแลกเปลี่ยนออกซิเจนหลังคลอดโดยตรง

สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าลูกน้อยกำลังเผชิญภาวะนี้

อาการของเด็กแต่ละคนอาจมีความรุนแรงแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับขนาดของช่องโหว่ที่กะบังลม และปริมาณของอวัยวะที่เลื่อนขึ้นไปเบียดปอด โดยสัญญาณส่วนใหญ่มักจะแสดงให้เห็นทันทีหลังคลอด ดังนี้

  • หายใจลำบากอย่างรุนแรง: ทารกจะหายใจเร็ว หอบเหนื่อย หรือต้องใช้แรงในการดึงรั้งอกและชายโครงเพื่อช่วยหายใจ
  • ตัวเขียวคล้ำ: ผิวหนัง ริมฝีปาก และปลายมือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำจากการขาดออกซิเจน
  • หน้าอกดูโป่งแต่ท้องแฟบ: เมื่อมองจากภายนอก ทรวงอกของทารกอาจจะดูโป่งนูนออกมามากกว่าปกติ ในขณะที่หน้าท้องดูแบนราบหรือบุ๋มลงไป เนื่องจากอวัยวะในท้องย้ายขึ้นไปอยู่ในอกหมดแล้ว
  • เสียงหัวใจเบนไปจากตำแหน่งเดิม: เมื่อคุณหมอใช้หูฟังตรวจชีพจร อาจพบว่าเสียงหัวใจเต้นย้ายไปอยู่ทางด้านขวา เนื่องจากถูกอวัยวะที่เลื่อนขึ้นมาเบียดและดันหัวใจให้เบนไปอีกฝั่ง

คุณหมอตรวจพบภาวะนี้ได้อย่างไรตั้งแต่อยู่ในครรภ์?

ข่าวดีในปัจจุบันคือ เทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วยให้เราสามารถตรวจพบภาวะไส้เลื่อนกะบังลมแต่กำเนิดได้ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ โดยส่วนใหญ่จะตรวจพบในช่วงการทำอัลตราซาวนด์คัดกรองความผิดปกติในช่วงอายุครรภ์ 18-22 สัปดาห์

เมื่อตรวจอัลตราซาวนด์ คุณหมอจะสังเกตเห็นกระเพาะอาหารหรือลำไส้ไปอยู่ในช่องอกข้างเดียวกับหัวใจ และอาจเห็นว่าหัวใจโดนเบียดไปอีกฝั่ง ในบางกรณีที่ต้องการข้อมูลที่ละเอียดขึ้นเพื่อวางแผนการรักษา คุณหมออาจแนะนำให้ตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ของทารกในครรภ์ เพื่อประเมินปริมาตรของปอดที่เหลืออยู่

การตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ มีประโยชน์อย่างมหาศาล เพราะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่และทีมแพทย์มีเวลาเตรียมตัว วางแผนการคลอดในโรงพยาบาลที่มีความพร้อมสูง มีกุมารแพทย์เฉพาะทางด้านทารกแรกเกิด ศัลยแพทย์เด็ก และหอผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิด (NICU) เพื่อดูแลลูกน้อยได้ทันทีในวินาทีแรกที่ลืมตาดูโลก

วิธีรักษาเพื่อช่วยให้เจ้าตัวเล็กกลับมาหายใจได้แข็งแรง

การดูแลรักษาทารกที่เป็นไส้เลื่อนกะบังลมแต่กำเนิดเป็นงานที่ต้องอาศัยความละเอียดอ่อนและทีมแพทย์หลายสาขา โดยมีขั้นตอนสำคัญดังนี้

1. การประคับประคองการหายใจหลังคลอดทันที

เป้าหมายแรกและสำคัญที่สุดไม่ใช่การรีบผ่าตัด แต่คือการทำให้สัญญาณชีพของทารกคงที่และได้รับออกซิเจนเพียงพอ คุณหมอจะใส่ท่อช่วยหายใจทันทีในห้องคลอดเพื่อช่วยพยุงปอด และหลีกเลี่ยงการใช้หน้ากากครอบช่วยหายใจเพราะจะทำให้ลมเข้ากระเพาะอาหารและไปเบียดปอดมากขึ้น นอกจากนี้อาจต้องใส่สายระบายแก๊สออกจากกระเพาะอาหารเพื่อลดแรงกดดันในช่องอก

2. การควบคุมความดันเลือดในปอด

เด็กกลุ่มนี้มักมีปัญหาเส้นเลือดในปอดหดเกร็งตัว ทำให้ความดันเลือดในปอดสูง (Pulmonary Hypertension) ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายมาก ทีมแพทย์จะใช้ยาลดความดันในปอด หรือเครื่องช่วยหายใจชนิดพิเศษเพื่อดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

3. การผ่าตัดรักษาซ่อมแซมกะบังลม

เมื่อทารกมีอาการคงที่ สัญญาณชีพและระดับออกซิเจนอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยแล้ว (ซึ่งอาจใช้เวลาหลายวันหลังคลอด) ศัลยแพทย์เด็กจึงจะทำการผ่าตัด โดยแพทย์จะย้ายอวัยวะต่างๆ กลับลงมาในช่องท้อง และทำการเย็บปิดช่องโหว่ที่กะบังลม หากช่องโหว่มีขนาดใหญ่มากจนไม่สามารถเย็บดึงขอบมาชนกันได้ แพทย์จะใช้วัสดุสังเคราะห์พิเศษมาทำเป็นแผ่นปะเพื่อปิดช่องโหว่นั้น

การดูแลในระยะยาวและการฟื้นฟูร่างกายหลังการผ่าตัด

หลังจากผ่านพ้นการผ่าตัดและได้กลับบ้านแล้ว การเดินทางของคุณพ่อคุณแม่และเจ้าตัวเล็กยังคงต้องดำเนินต่ออย่างระมัดระวัง เด็กที่เคยเป็นไส้เลื่อนกะบังลมแต่กำเนิดอาจต้องได้รับการดูแลต่อเนื่องในเรื่องเหล่านี้

  • ระบบทางเดินหายใจ: ปอดของเด็กจะค่อยๆ เจริญเติบโตและพัฒนาเพิ่มขึ้นตามวัย แต่ในช่วงปีแรกๆ อาจจะไวต่อการติดเชื้อทางเดินหายใจได้ง่าย จึงต้องระวังเรื่องปอดบวมหรือหวัดเป็นพิเศษ
  • ปัญหาการกินและการเจริญเติบโต: เด็กบางคนอาจมีภาวะกรดไหลย้อนรุนแรง หรือกลืนลำบาก เนื่องจากอวัยวะในท้องเคยเคลื่อนที่ผิดตำแหน่ง ซึ่งทีมแพทย์และนักโภชนาการจะเข้ามาช่วยแนะนำการให้อาหารอย่างเหมาะสมเพื่อให้ลูกมีน้ำหนักตัวตามเกณฑ์
  • การติดตามโครงสร้างร่างกาย: ในรายที่ใช้วัสดุสังเคราะห์ปะกะบังลม คุณหมอจะนัดตรวจเป็นระยะเพื่อดูว่าแผ่นปะนั้นยังอยู่ในสภาพดีและรองรับการเจริญเติบโตของร่างกายเด็กได้ดีหรือไม่

แม้ว่าโรคนี้จะฟังดูซับซ้อนและต้องใช้พลังกายพลังใจของคุณพ่อคุณแม่ในการดูแลอย่างมาก แต่ด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ในปัจจุบัน ร่วมกับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์เฉพาะทาง เด็กๆ จำนวนมากที่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีสามารถเติบโตขึ้นมามีชีวิตที่แข็งแรง วิ่งเล่น และเรียนรู้โลกกว้างได้ไม่ต่างจากเด็กทั่วไป ขอเพียงเรามีความเข้าใจและจับมือสู้ไปด้วยกันในทุกๆ ขั้นตอน

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ