ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

หลายคนมักเข้าใจผิดว่า เมื่อตุ่มน้ำใสของโรคอีสุกอีใสในวัยเด็กแห้งและตกสะเก็ดจนหายดีแล้ว เชื้อไวรัสชนิดนี้จะถูกกำจัดออกจากร่างกายไปจนหมด แต่ในความจริงทางการแพทย์ ไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus: VZV) ไม่เคยเดินทางออกจากร่างกายเลย มันเพียงแค่ย้ายที่อยู่ไปนอนหลับสนิทอยู่ในระบบประสาท และรอคอยเวลาที่ร่างกายอ่อนแอเพื่อกลับมาก่อเรื่องอีกครั้งในรูปแบบของโรคงูสวัด

การเข้าใจถึง สาเหตุและการฟื้นคืนชีพของเชื้อ ไวรัสชนิดนี้ จะช่วยให้เรารู้วิธีป้องกัน ปรับพฤติกรรม และรับมือได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่ไวรัสจะตื่นขึ้นมาสร้างความเจ็บปวดให้กับร่างกาย

เคยเป็นอีสุกอีใสแล้ว เชื้อแอบไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหนในร่างกาย?

เมื่อเราได้รับเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์เป็นครั้งแรก เชื้อจะทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส (Chickenpox) ซึ่งมีไข้และตุ่มน้ำใสขึ้นทั่วตัว หลังจากภูมิคุ้มกันของร่างกายจัดการกับไวรัสในกระแสเลือดและบนผิวหนังจนแผลหายดี ไวรัสส่วนหนึ่งจะวิ่งตามแนวเส้นประสาทรับความรู้สึก เข้าไปซ่อนตัวอยู่ในกลุ่มเซลล์ประสาทที่เรียกว่า ปมประสาทรากบนของสปินัล (Dorsal Root Ganglia) หรือปมประสาทคู่ที่สมอง

ในช่วงที่ซ่อนตัว ไวรัสจะอยู่ในภาวะสงบหรือแฝงตัว (Latency) โดยไม่มีการแบ่งตัว ไม่ทำให้เกิดอาการป่วย และภูมิคุ้มกันของร่างกายก็ไม่สามารถเข้าไปทำลายเชื้อที่ซ่อนอยู่ในปมประสาทนี้ได้หมดสิ้น

กลไกธรรมชาติ: สาเหตุและการฟื้นคืนชีพของเชื้อ จนกลายเป็นโรคงูสวัด

ปัจจัยหลักเกี่ยวกับ สาเหตุและการฟื้นคืนชีพของเชื้อ คือการเปลี่ยนแปลงของระดับภูมิคุ้มกันชนิดเซลล์ (Cell-Mediated Immunity) ในร่างกาย ตราบใดที่ระบบภูมิคุ้มกันยังแข็งแรง มันจะทำหน้าที่เหมือนแม่กุญแจที่ล็อกไวรัสไว้ไม่ให้หลุดออกมา แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เกราะคุ้มกันนี้อ่อนแอลง เม็ดเลือดขาวจะไม่สามารถควบคุมไวรัสได้อีกต่อไป

เมื่อเชื้อฟื้นคืนชีพ (Reactivation) ไวรัสจะเริ่มแบ่งตัวเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วภายในปมประสาท จากนั้นจะเดินทางย้อนกลับมาตามแนวเส้นประสาทรับความรู้สึก มุ่งหน้าสู่ผิวหนังบริเวณที่เส้นประสาทเส้นนั้นเลี้ยงอยู่ ส่งผลให้เกิดอาการอักเสบของเส้นประสาทและมีตุ่มน้ำใสเรียงตัวเป็นแนวยาวตามเส้นประสาท หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ โรคงูสวัด (Shingles)

อะไรคือตัวการสำคัญ ที่ปลุกไวรัสที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นมา?

การฟื้นตัวของไวรัสไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล แต่มักมีปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ได้แก่

  • อายุที่เพิ่มมากขึ้น: โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติจะเสื่อมถอยลงตามวัย (Immunosenescence) ทำให้ไวรัสมีโอกาสฟื้นคืนชีพได้ง่ายที่สุด
  • ความเครียดสะสมและการพักผ่อนไม่เพียงพอ: ความเครียดเรื้อรังและการนอนอดนอนจะส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของเม็ดเลือดขาว ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันกดต่ำลง
  • ภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง: ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคไต โรคหัวใจ หรือผู้ที่เพิ่งหายจากการป่วยหนัก ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันลดลง
  • การใช้ยาหรือการรักษาที่กดภูมิคุ้มกัน: เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิ ยากลุ่มสเตียรอยด์ การรักษาด้วยเคมีบำบัด หรือผู้ติดเชื้อ HIV

สัญญาณเตือนแบบไหน ที่บอกว่าไวรัสเริ่มตื่นตัวและกำลังจะเล่นงาน?

ก่อนที่ตุ่มน้ำใสของโรคงูสวัดจะปรากฏให้เห็นบนผิวหนัง เชื้อไวรัสที่เริ่มฟื้นคืนชีพจะส่งสัญญาณเตือนผ่านระบบประสาทล่วงหน้าประมาณ 2-4 วัน ดังนี้

  • อาการปวดแปลบหรือปวดแสบร้อน: มักเกิดขึ้นเฉพาะที่บริเวณซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย เช่น ชายโครง ใบหน้า แขน หรือหลัง
  • ความรู้สึกไวต่อการสัมผัสผิดปกติ: แค่เสื้อผ้าครูดผ่านก็รู้สึกเจ็บหรือแสบผิว
  • มีไข้ต่ำๆ คัน หรือปวดศีรษะ: ร่างกายเริ่มแสดงปฏิกิริยาต่อการแบ่งตัวของไวรัส

หลังจากผ่านช่วงสัญญาณเตือน ผื่นแดงจะเริ่มขึ้นและกลายเป็นตุ่มน้ำใสเรียงตามแนวเส้นประสาท ซึ่งเป็นระยะที่ควรรีบพบแพทย์ทันที

แนวทางป้องกัน ไม่ให้ไวรัสกลับมาก่อเรื่องในร่างกาย

แม้ว่าเราจะไม่สามารถลบเชื้อไวรัสที่ซ่อนอยู่ในปมประสาทออกไปได้แบบ 100% แต่เราสามารถป้องกันไม่ให้เชื้อฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ด้วยแนวทางเหล่านี้

1. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด

นวัตกรรมทางการแพทย์ในปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันเฉพาะเจาะจงให้กลับมาแข็งแรง สามารถล็อกเชื้อไวรัสไม่ให้ฟื้นคืนชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนะนำอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

2. ดูแลระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงสมบูรณ์

กินอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอวันละ 7-8 ชั่วโมง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม เพราะภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงคือด่านแรกที่ดีที่สุดในการยับยั้งไวรัส

3. พบแพทย์ให้เร็วที่สุดเมื่อสงสัยว่ามีอาการ

หากเริ่มมีอาการปวดแสบร้อนตามแนวเส้นประสาทร่วมกับมีตุ่มน้ำใส ควรรีบไปพบแพทย์ภายใน 72 ชั่วโมงแรกหลังเริ่มมีอาการ การได้รับยาต้านไวรัสอย่างทันท่วงทีจะช่วยหยุดการแบ่งตัวของเชื้อ ลดความรุนแรงของโรค และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่ทรมานอย่างอาการปวดเส้นประสาทเรื้อรัง (Postherpetic Neuralgia)

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down