ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ช่วงนี้เวลาคุณพ่อคุณแม่พาเด็กๆ มาที่คลินิก ผมมักจะได้ยินคำถามทำนองว่า ทำไมลูกดูซึมๆ ไป นอนไม่ค่อยหลับ หรือบ่นปวดท้องบ่อยๆ ทั้งที่ตรวจร่างกายแล้วไม่พบโรคอะไร พอลองพูดคุยลึกลงไปถึงเรื่องชีวิตประจำวัน สิ่งหนึ่งที่มักจะเจอร่วมกันเสมอคือ เรื่องเรียนและการบ้านที่กองโตจนแทบไม่มีเวลาหายใจ

ในฐานะหมอที่ดูแลครอบครัว ผมเห็นเด็กๆ หลายคนต้องแบกความคาดหวังเอาไว้บนบ่าตั้งแต่อายุยังน้อย คำว่า ผลกระทบจากความกดดันทางacademic อาจฟังดูเป็นเรื่องไกลตัวหรือเป็นศัพท์วิชาการ แต่ในความเป็นจริงมันกำลังกัดกินรอยยิ้มและความสดใสของเด็กไทยไปทีละนิด วันนี้ผมอยากชวนคุณพ่อคุณแม่มาลองสังเกตสัญญาณเตือนภัยเหล่านี้ร่วมกันครับ

สัญญาณเตือนจากลูกน้อย เมื่อความกดดันเริ่มเกินขีดจำกัด

เด็กๆ มักจะแสดงออกทางความเครียดไม่เหมือนผู้ใหญ่ครับ พวกเขาอาจจะยังเรียบเรียงความรู้สึกของตัวเองไม่ได้ว่ากำลังเครียดเรื่องสอบหรือการบ้าน แต่ร่างกายและพฤติกรรมจะฟ้องออกมาก่อนเสมอ หากลูกของคุณมีอาการเหล่านี้ นี่คือเสียงตะโกนขอความช่วยเหลือจากข้างใน

  • นอนไม่หลับ ฝันร้าย หรือตื่นกลางดึก: สมองยังคงคิดวนเวียนเรื่องการบ้านและการสอบจนพักผ่อนไม่เพียงพอ
  • ปวดหัว ปวดท้องเรื้อรังโดยไม่มีสาเหตุทางกาย: ความเครียดกดดันจากสมองส่งผลตรงไปยังระบบทางเดินอาหารและกล้ามเนื้อ
  • อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย หรือร้องไห้ง่ายกว่าปกติ: ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ยากขึ้นเพราะความเหนื่อยล้าสะสม
  • ความมั่นใจในตัวเองลดลง: เริ่มพูดจาด้อยค่าตัวเอง เช่น ฉันมันโง่ ฉันทำไม่ได้หรอก

เกิดอะไรขึ้นในสมองของเด็ก เมื่อความคาดหวังมีมากเกินไป

ในทางการแพทย์ เวลาที่เด็กต้องเผชิญกับความกดดันต่อเนื่องเป็นเวลานาน สมองส่วนที่เรียกว่าอะมิกดะลา (Amygdala) จะถูกกระตุ้นให้อยู่ในโหมดสู้หรือหนีตลอดเวลา ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอล (Cortisol) ออกมามากเกินไป

ผลลัพธ์คือสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ และการควบคุมอารมณ์ จะทำงานได้ ผลกระทบจากความกดดันทางacademic จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเกรดตก แต่ยังไปขัดขวางพัฒนาการทางสมองและสร้างความเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้า วิตกกังวล ในวัยรุ่นตามมาด้วย

เราจะช่วยดึงลูกกลับมาจากหลุมดำแห่งความเครียดได้อย่างไร

การเป็นเซฟโซนที่ดีที่สุดให้ลูกคือสิ่งสำคัญอันดับแรกครับ บ้านควรเป็นที่ที่ลูกกลับมาแล้วรู้สึกปลอดภัย ไม่ใช่สนามสอบแห่งที่สองที่ต้องคอยมารับคำวิจารณ์

ปรับมุมมองเรื่องเกรดและความสำเร็จ

ลองเปลี่ยนคำถามเวลาลูกกลับจากโรงเรียน จากเดิมที่เคยถามว่า วันนี้สอบได้เท่าไหร่ เป็น วันนี้มีความสุขเรื่องอะไรบ้าง หรือมีอะไรสนุกๆ เล่าให้ฟังไหม เพื่อบอกให้ลูกรู้ว่าคุณค่าของเขาไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขบนกระดาษ

สร้างสมดุลระหว่างการเรียนและการเล่น

เด็กยังคงต้องการเวลาวิ่งเล่น พักผ่อน และทำตามความชอบส่วนตัว การจัดตารางให้เรียนพิเศษอัดแน่นทุกวันตลอดสัปดาห์ ไม่ได้ช่วยให้เก่งขึ้นในระยะยาว แต่มันกำลังดึงเอาพลังชีวิตของเด็กไปจนหมด

เมื่อไหร่ที่ควรพาเด็กไปปรึกษาจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

หากคุณพ่อคุณแม่ลองปรับวิธีดูแลที่บ้านแล้ว แต่อาการของลูกยังไม่ดีขึ้น เช่น มีพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง ไม่อยากไปโรงเรียนเลย หรือแยกตัวออกจากสังคมอย่างเด็ดขาด นั่นแปลว่าเกินกำลังที่คุณพ่อคุณแม่จะรับมือเองได้แล้วครับ การพามาพบแพทย์เพื่อพูดคุยและรับคำแนะนำที่ถูกต้อง ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นการช่วยรักษาอนาคตและสุขภาพจิตของลูกให้กลับมาแข็งแรงได้ทันเวลา

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down