เรื่องกวนใจบนกางเกงในที่ไม่ควรปล่อยผ่าน
เวลาตรวจคนไข้ที่เดินเข้ามาปรึกษาเรื่องประจำเดือน หลายคนมักจะก้มหน้าแล้วเริ่มเล่าด้วยความกังวลว่า ช่วงนี้มีเลือดออกกะปริดกะปรอย หรือมามากผิดปกติจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกชั่วโมง เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ผู้หญิงหลายคนอาจจะเขินอายที่จะเล่าให้ใครฟัง แต่ในมุมมองของหมอ นี่คือสัญญาณเตือนจากร่างกายที่สำคัญมากๆ เพราะอาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ไม่ว่าจะเป็นเลือดออกนอกรอบเดือน เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือเลือดออกหลังจากหมดประจำเดือนไปแล้ว ล้วนแต่มีสาเหตุที่ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดทั้งสิ้น
เลือดออกผิดปกติแบบไหนที่เรียกว่าไม่ปกติ
ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจรอบเดือนปกติกันก่อน โดยทั่วไปรอบเดือนจะมาทุก 21 ถึง 35 วัน ระยะเวลาในการมีประจำเดือนแต่ละครั้งจะอยู่ที่ 3 ถึง 7 วัน และปริมาณเลือดที่ออกในแต่ละรอบจะไม่ควรเกิน 80 มิลลิลิตร หรือประมาณเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 4-6 ชั่วโมง หากนอกเหนือจากเกณฑ์เหล่านี้ ถือว่าเริ่มมีความผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว
มาแบบกะปริดกะปรอยระหว่างเดือน
อาการที่มีเลือดซึมออกมาเล็กน้อยในช่วงกลางรอบเดือน หรือช่วงไข่ตก อาจเกิดจากฮอร์โมนในร่างกายที่แกว่งไปมา แต่ถ้าเกิดขึ้นติดต่อกันหลายเดือน หรือมีเลือดออกเรื่อยๆ โดยไม่รู้รอบเดือนที่แท้จริง แบบนี้ต้องให้หมอตรวจดูว่ามีความผิดปกติที่ตัวมดลูกหรือปากมดลูกร่วมด้วยหรือไม่
มามากเกินไปจนหน้ามืดวิงเวียน
ถ้าประจำเดือนมามากกว่าปกติ เช่น ต้องตื่นมาเปลี่ยนผ้าอนามัยตอนกลางคืน หรือมีลิ่มเลือดก้อนใหญ่เท่าเหรียญสิบออกมาบ่อยๆ จนเริ่มมีอาการเพลีย หน้ามืด หรือเหนื่อยง่าย แสดงว่าเสียเลือดมากเกินไป ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจางตามมาได้
มีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์
อาการนี้เป็นจุดสังเกตที่สำคัญมาก เพราะช่องคลอดหรือปากมดลูกปกติจะไม่ควรมีเลือดออกหลังการร่วมเพศ หากมีเลือดสดๆ ติดออกมาทุกครั้ง หรือนานๆ ครั้งแต่มักจะมีอาการร่วมด้วย หมออยากให้รีบมาตรวจภายในทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของความผิดปกติที่ปากมดลูก
สาเหตุที่พบบ่อยจากห้องตรวจของหมอ
เวลาที่ตรวจคนไข้ที่มีอาการเหล่านี้ สาเหตุที่เราพบได้บ่อยมีตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนถึงเรื่องที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด
-
ความไม่สมดุลของฮอร์โมน: มักพบบ่อยในวัยรุ่นที่รอบเดือนยังเซ็ตตัวไม่ดี หรือสาวใหญ่วัยใกล้หมดประจำเดือน ที่รังไข่ทำงานเริ่มรวน ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหลุดลอกผิดเวลา
ติ่งเนื้อที่ปากมดลูกหรือในโพรงมดลูก: ส่วนใหญ่เป็นเนื้องอกชนิดที่ไม่ใช่เนื้อร้าย แต่อาจทำให้มีเลือดออกกะปริดกะปรอยหรือเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ได้
เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูกหรือเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่: ทำให้มดลูกบีบตัวได้ไม่ดี หรือมีพื้นที่ผิวเยื่อบุมากขึ้น ส่งผลให้ประจำเดือนมามากกว่าปกติและปวดท้องมาก
ผลข้างเคียงจากการคุมกำเนิด: การกินยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนต่ำ การฉีดยาคุม หรือการฝังยาคุม ก็สามารถทำให้เกิดเลือดออกกะปริดกะปรอยในช่วงแรกๆ ที่ร่างกายกำลังปรับตัว
ความผิดปกติของเซลล์เยื่อบุปากมดลูก: นี่คือสาเหตุสำคัญที่เราต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้พบความผิดตั้งแต่เนิ่นๆ
เตรียมตัวอย่างไรเมื่อต้องมาพบหมอ
หลายคนกลัวการตรวจภายใน แต่จริงๆ แล้วไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยให้หมอวินิจฉัยโรคได้แม่นยำขึ้น
-
จดบันทึกวันที่มีเลือดออก: ลองทำเครื่องหมายในปฏิทินว่าเลือดเริ่มมาวันไหน หมดวันไหน และปริมาณมากแค่ไหน
สังเกตอาการร่วม: มีอาการปวดท้องน้อย ตกขาวมีกลิ่น หรือมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ร่วมด้วยหรือไม่
เตรียมรายชื่อยาหรือวิตามินที่กินอยู่: เพราะยาบางตัวอาจมีผลต่อการแข็งตัวของเลือดหรือฮอร์โมนในร่างกาย
ความเชื่อผิดๆ ที่คนไข้ชอบเข้าใจ
คนไข้หลายคนชอบคิดว่า เลือดออกกะปริดกะปรอยเดี๋ยวก็คงหายไปเอง หรือคิดว่าเป็นเพราะความเครียดเลยปล่อยทิ้งไว้เป็นปี ความจริงแล้ว ร่างกายกำลังส่งเสียงเตือนว่ามีบางอย่างผิดปกติ การปล่อยให้มีภาวะเลือดออกเรื้อรังไม่เพียงแต่ทำให้เสี่ยงต่อภาวะซีด แต่ยังอาจทำให้พลาดโอกาสในการรักษาโรคที่ซ่อนอยู่ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
เมื่อไหร่ที่ควรมาหาหมอทันทีโดยไม่รอช้า
หากคุณมีอาการเลือดออกทางช่องคลอดปริมาณมากจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกชั่วโมง มีเลือดออกหลังหมดประจำเดือนไปแล้วอย่างน้อยหนึ่งปี หรือมีอาการปวดท้องน้อยรุนแรงร่วมด้วย ควรรีบมาพบสูตินรีแพทย์ทันทีเพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกต้อง เพราะสุขภาพภายในของผู้หญิงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ไม่อยากให้มองข้ามแม้แต่น้อย