หน้าฝนทีไร ยุงลายตัวร้ายกับไข้เลือดออกก็ตามมาทุกที
ช่วงนี้ตรวจคนไข้ทีไร หลายคนเดินเข้ามาด้วยอาการไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัวไปหมด พลอยทำให้ผมนึกถึงโรคคลาสสิกที่อยู่คู่บ้านเรามานานอย่าง โรคไข้เลือดออก หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือคิดว่าเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรคนี้มีความน่ากลัวซ่อนอยู่ตรงภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะช่วงที่ไข้เริ่มลดลง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ต้องระวังเป็นพิเศษครับ
รู้จักหน้าตาของยุงลายและไวรัสเดงกี่ต้นเหตุของโรค
โรคนี้ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคทั่วไป แต่เกิดจากไวรัสเดงกี่ที่มีด้วยกันถึง 4 สายพันธุ์ ผ่านการAยุงลายตัวเมียที่มีลายขาวดำตามตัวเป็นพาหะนำโรค เมื่อยุงตัวนี้ไปกัดคนที่เป็นไข้เลือดออก เชื้อไวรัสก็จะเข้าไปอยู่ในตัวยุง และพร้อมที่จะส่งต่อเชื้อร้ายนี้ให้คนอื่นต่อในมื้ออาหารเลือดมื้อถัดไป สิ่งที่น่าสนใจคือ คนเราสามารถเป็นไข้เลือดออกได้มากกว่าหนึ่งครั้ง และการติดเชื้อในครั้งที่สองมักจะมีอาการรุนแรงกว่าครั้งแรกเสมอ
เช็คลิสต์อาการแบบไหนใช่เลย: ไข้สูงลอย ปวดเมื่อย และจุดแดง
เวลาที่คนไข้เป็นไข้เลือดออก อาการมักจะมาแบบตั้งตัวไม่ทัน โดยสามารถสังเกตสัญญาณเตือนเบื้องต้นได้ดังนี้
- ไข้สูงมากแบบฉับพลัน บางคนไข้ขึ้นสูงถึง 39-40 องศาเซลเซียส และกินยาลดไข้แล้วไข้ก็มักจะไม่ค่อยยอมลด
- หน้าแดง ตัวแดง ปวดหัวรุนแรง และปวดกระบอกตา
- ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและกระดูก มากจนบางคนเรียกว่าไข้กระดูกหัก
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้องบริเวณลิ้นปี่
- มีจุดเลือดออกสีแดงเล็กๆ ขึ้นตามผิวหนัง ซึ่งทดสอบได้ง่ายๆ ด้วยการใช้นิ้วกดผิวหนังบริเวณนั้นดู ถ้าจุดแดงไม่จางหายไปตามแรงกด ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นเลือดออกใต้ผิวหนัง
ช่วงวิกฤต 3 วันอันตรายที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
โดยทั่วไป โรคไข้เลือดออกจะมีอยู่ 3 ระยะหลักๆ คือ ระยะไข้สูง ระยะวิกฤต และระยะฟื้นตัว โดยช่วงที่หมอเป็นห่วงที่สุดคือช่วงไข้ลด หรือที่เรียกว่า ระยะวิกฤต (วันที่ 3-5 ของโรค) ในช่วงนี้ไข้จะเริ่มลดลงจนเกือบเป็นปกติ ทำให้หลายคนตายใจคิดว่าหายป่วยแล้ว แต่จริงๆ แล้วระบบการไหลเวียนโลหิตกำลังทำงานหนัก พลาสมาในเลือดอาจรั่วไหลออกนอกเส้นเลือด ส่งผลให้เกิดภาวะช็อก ความดันโลหิตต่ำ ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้หากดูแลไม่ทัน
อาการแบบไหนที่แปลว่าอันตราย ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที
หากคนไข้มีอาการเหล่านี้ในช่วงที่ไข้กำลังจะลด หรือแม้แต่ในช่วงที่มีไข้ ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยสีแดงที่ต้องรีบพามาพบแพทย์โดยด่วน ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด
- ปวดท้องรุนแรงมาก หรือกดเจ็บใต้ชายโครงขวา
- อาเจียนติดต่อกันหลายครั้ง หรืออาเจียนมีเลือดปน
- ซึมลง กระสับกระส่าย หรืออ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด
- ตัวเย็น มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเร็วแต่เบา
- ปัสสาวะไม่ออกเลยนานหลายชั่วโมง
การดูแลตัวเองเบื้องต้นและการรักษาที่ถูกต้องจากแพทย์
ปัจจุบันยังไม่มี ยาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี่โดยเฉพาะ การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการประคับประคองเป็นหลัก สิ่งที่สำคัญที่สุดมีดังนี้
- ห้ามซื้อยากลุ่ม NSAIDs เช่น แอสไพริน หรือ ไอบูโปรเฟน มากินเด็ดขาด เพราะจะไปกัดกระเพาะและทำให้เลือดออกง่ายขึ้น ยาลดไข้ที่ปลอดภัยที่สุดคือ ยาพาราเซตามอล ตามขนาดที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ
- ดื่มน้ำเกลือแร่ น้ำผลไม้ หรือน้ำซุปบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
- เช็ดตัวเพื่อช่วยลดไข้เป็นระยะ
- ติดตามอาการและมาพบแพทย์ตามนัดอย่างเคร่งครัด เพื่อเจาะเลือดตรวจดูเกล็ดเลือดและความเข้มข้นของเลือด
ตัดวงจรโรคด้วยการป้องกันยุงลายกัด
วิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับไข้เลือดออกคือการป้องกันไม่ให้ยุงกัดและไม่ให้ยุงเกิด โดยการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายตามภาชนะที่มีน้ำขังในบ้าน ร่วมกับการทายากันยุง นอนในมุ้ง หรือติดมุ้งลวด เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในครอบครัวครับ