ช่วงนี้มีคนไข้หลายคนเดินเข้ามาบ่นให้ฟังที่คลินิกด้วยอาการปวดเข่าเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ มาหลายเดือน บางคนบอกว่าพยายามกินยาแก้ปวด ทาครีมบรรเทาอาการ หรือแม้แต่ไปนวดแผนไทยมาสารพัดวิธีแล้ว อาการก็ดีขึ้นแค่ชั่วคราวแล้วก็กลับมาปวดอีก ยิ่งเวลาเดินขึ้นบันไดหรือลุกจากเก้าอี้ ยิ่งได้ยินเสียงก๊อบแก๊บแถมมาด้วย แบบนี้แหละครับที่หมออยากชวนมาทำความเข้าใจกันให้ลึกซึ้งว่า จริงๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นข้างในข้อเข่าของเรากันแน่
ไฟที่มอดไม่สนิท: ทำความเข้าใจอาการอักเสบเรื้อรังภายในข้อเข่า
เวลาที่เราพูดถึงแผลถลอกหรือข้อเท้าแพลง ร่างกายจะมีกระบวนการอักเสบเฉียบพลันเพื่อซ่อมแซมตัวเอง ซึ่งมักจะหายได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่สำหรับการอักเสบเรื้อรังภายในข้อเข่า มันเปรียบเสมือนไฟกองเล็กๆ ที่ยังคงคุอยู่ข้างในตลอดเวลา ไม่ยอมดับสนิทสักที
เมื่อเยื่อบุข้อเข่าหรือกระดูกอ่อนภายในข้อได้รับการระคายเคืองหรือสึกหรอสะสมเป็นเวลานาน ร่างกายจะส่งเซลล์เม็ดเลือดขาวและสารสื่ออักเสบออกมาอย่างต่อเนื่อง สารเหล่านี้แหละครับที่ไปกระตุ้นปลายประสาททำให้เกิดอาการปวด บวม แดง ร้อน และที่สำคัญคือมันจะค่อยๆ ทำลายเนื้อเยื่อรอบๆ ข้อเข่าไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่รักษาไม่หายขาดเสียทีถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุ
สัญญาณเตือนจากเข่า: แบบไหนที่เรียกว่าอักเสบเรื้อรังไม่ใช่แค่ปวดเมื่อยธรรมดา
คนไข้หลายคนมักสับสนระหว่างอาการปวดจากการใช้งานหนักกับอาการอักเสบเรื้อรัง หมอมีวิธีสังเกตง่ายๆ มาฝากกันครับว่า ข้อเข่าของเรากำลังส่งสัญญาณเตือนอะไรอยู่บ้าง
- ปวดตึงตอนเช้า: ตื่นนอนมาแล้วรู้สึกเหมือนเข่าฝืด ขยับยาก ต้องใช้เวลาบริหารสักพักถึงจะเริ่มเดินได้ปกติ
- มีอาการบวมเป็นๆ หายๆ: สังเกตเห็นว่าข้อเข่าดูโตขึ้น หรือรู้สึกแน่นตึงข้างในข้อ แม้ว่าจะไม่ได้ไปกระแทกอะไรมา
- ปวดลึกๆ ข้างใน: ไม่ใช่แค่ปวดผิวเผื่อกล้ามเนื้อ แต่เป็นอาการปวดหน่วงๆ ลึกเข้าไปในข้อเข่า
- ข้อเข่าไม่มีแรง: รู้สึกเหมือนเข่าทรุด หรือทรงตัวได้ไม่ดีเวลาเดิน
ทำไมข้อเข่าถึงอักเสบไม่ยอมหายสักที?
การจะดับไฟอักเสบนี้ให้ได้ เราต้องรู้ก่อนว่าเชื้อเพลิงมาจากไหน สาเหตุหลักๆ ที่หมอพบเจอในคนไข้มีอยู่ไม่กี่ประการครับ
ประการแรกคือความเสื่อมตามวัย เมื่ออายุมากขึ้น กระดูกอ่อนผิวข้อเริ่มบางลง ทำให้เกิดการเสียดสีโดยตรง ประการที่สองคือน้ำหนักตัวที่เกินเกณฑ์ ทุกๆ กิโลกรัมที่เพิ่มขึ้น จะสร้างภาระให้ข้อเข่าตอนเดินเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ประการที่สามคือพฤติกรรมการใช้งาน เช่น การนั่งยองๆ นั่งพับเพียบ หรือการออกกำลังกายที่กระแทกข้อเข่าหนักเกินไปโดยไม่มีการเตรียมความพร้อม และสุดท้ายคืออุบัติเหตุเก่าที่เคยเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเอ็นไขว้หน้าขาดหรือหมอนรองกระดูกฉีกขาด ที่ปล่อยทิ้งไว้จนโครงสร้างข้อเข่าไม่มั่นคง
วิธีดูแลและรักษาอาการอักเสบเรื้อรังให้ตรงจุด
การรักษาอาการนี้ไม่ได้จบลงแค่การกินยาแก้ปวดหนึ่งแผงแล้วจบกันครับ แต่มันต้องอาศัยการดูแลแบบองค์รวมเพื่อตัดวงจรการอักเสบ
การปรับพฤติกรรมและการลดภาระข้อเข่า
สิ่งแรกที่ต้องทำคือการหลีกเลี่ยงท่าทางที่ทำให้ข้อเข่าต้องรับแรงกดสูง เช่น การนั่งคุกเข่า นั่งยอง หรือขึ้นลงบันไดบ่อยๆ ร่วมกับการควบคุมน้ำหนักตัว ซึ่งช่วยลดภาระที่กระทำต่อข้อเข่าได้อย่างมหาศาล
การใช้ยาและการลดการอักเสบเชิงแพทย์
แพทย์อาจพิจารณายาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ในช่วงที่อาการกำเริบเพื่อช่วยตัดวงจรความเจ็บปวด หรือการฉีดยาเสริมหล่อลื่นข้อเข่า (Hyaluronic Acid) รวมถึงการใช้น้ำเกลือเข้มข้นหรือเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) เพื่อช่วยลดการอักเสบและฟื้นฟูเนื้อเยื่อภายใน
การกายภาพบำบัดเพื่อสร้างความแข็งแรง
กล้ามเนื้อรอบเข่าที่แข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าและด้านหลัง จะทำหน้าที่เสมือนโช้คอัพคอยรับแรงแทนข้อเข่า การออกกำลังกายเฉพาะส่วนภายใต้คำแนะนำของนักกายภาพบำบัดจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้หายขาดได้ในระยะยาว
เมื่อไหร่ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด
ถ้าลองปรับพฤติกรรมและดูแลตัวเองเบื้องต้นแล้ว อาการปวดบวมยังคงอยู่ติดต่อกันนานเกินสองสัปดาห์ หรือมีอาการข้อเข่าล็อก ขยับเหยียดงอไม่ได้สุด มีไข้ร่วมกับอาการปวดบวมแดงร้อนที่ข้อเข่า ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยด้วยภาพถ่ายรังสีหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อดูความเสียหายภายในข้อเข่าอย่างละเอียด อย่าปล่อยทิ้งไว้จนข้อเข่าเสียหายรุนแรงจนยากเกินกว่าจะเยียวยานะครับ