ช่วงนี้มีคุณแม่หลายท่านพาเจ้าตัวเล็กมาหาที่คลินิกด้วยอาการร้องกวน งอแงแบบไม่รู้สาเหตุ บางคนอุ้มมาแล้วลูกตัวงอ อาเจียนพุ่ง จนคุณพ่อคุณแม่ใจคอไม่ดี พอบอกว่าเป็นโรคอะไร หลายคนที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนถึงกับตกใจ วันนี้หมอเลยอยากมาเล่าให้ฟังถึง โรคลำไส้กลืนกัน ภาวะฉุกเฉินในเด็กเล็กที่ถ้าเรารู้ทัน จะช่วยชีวิตลูกน้อยได้ทันท่วงทีครับ
โรคลำไส้กลืนกัน คืออะไร ทำไมลำไส้ถึงมามุดกันได้?
ฟังชื่อแล้วอาจจะนึกภาพไม่ออกว่าลำไส้มันไปกลืนกันได้ยังไง หมอขออธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ เหมือนเวลาที่เราพับเก็บเสื้อกันหนาวแขนยาว แล้วดันแขนเสื้อเข้าไปข้างในตัวเสื้อ L ผลลัพธ์คือลำไส้ส่วนต้นมันดันมุดเข้าไปซ้อนอยู่ในลำไส้ส่วนที่อยู่ติดกัน
พอมันมุดเข้าไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือลำไส้ตรงนั้นจะถูกบีบแน่น เส้นเลือดที่มาเลี้ยงลำไส้จะถูกกดทับ เลือดไปเลี้ยงไม่ได้ ถ้าปล่อยไว้นานๆ ลำไส้ส่วนนั้นจะเริ่มบวม ช้ำ ขาดเลือด และเน่าตายในที่สุด ซึ่งอันตรายถึงชีวิตเลยทีเดียวครับ
ลูกวัยไหนเสี่ยงที่สุด และเกิดจากอะไร?
โรคนี้มักจะเกิดขึ้นกับเด็กเล็กครับ โดยเฉพาะช่วงอายุตั้งแต่ 6 เดือนถึง 2 ปี ช่วงวัยนี้กำลังน่ารัก น่าชัง แต่ก็เป็นช่วงที่ลำไส้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอาหาร หรือบางครั้งอาจเกิดหลังจากการติดเชื้อไวรัสในทางเดินหายใจหรือลำไส้ ทำให้ต่อมน้ำเหลืองในท้องโตขึ้น แล้วเจ้าต่อมน้ำเหลืองตัวนี้แหละครับที่ไปเป็นตัวเหนี่ยวรั้งให้ลำไส้มุดเข้าไปหากัน
ส่วนในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ พบได้น้อยมากครับ และมักจะมีสาเหตุอื่นร่วมด้วย เช่น มีติ่งเนื้อ หรือถุงผนังลำไส้ผิดปกติ แต่สำหรับเด็กเล็กส่วนใหญ่แล้ว หมอพบว่าหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ มันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของร่างกายในช่วงเวลานั้นครับ
สังเกตอาการยังไงว่าลูกกำลังเจอภาวะนี้อยู่?
อาการของโรคลำไส้กลืนกันค่อนข้างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่พ่อแม่ต้องสังเกตให้ดีครับ โดยมักจะมาเป็นชุดอาการดังนี้
- ร้องกวนแบบจู่ๆ ก็เป็น: ลูกกำลังเล่นอยู่ดีๆ ก็ร้องไห้งอแงขึ้นมาทันที เอามือกุมท้อง ขาชันเข้าหาลำตัว ร้องอยู่ประมาณ 10-20 นาทีแล้วก็เงียบไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นิ่งไปสักพักแล้วกลับมาร้องใหม่แบบเดิมอีก
- อาเจียนพุ่ง: ช่วงแรกๆ อาจจะอาเจียนเป็นนมหรืออาหารที่กินเข้าไป แต่พอผ่านไปสักพักจะเริ่มอาเจียนเป็นน้ำย่อยสีเขียวๆ เหลืองๆ
- อุจจาระมีมูกเลือดปน: อันนี้คือจุดสังเกตสำคัญที่ทำให้หมอต้องนึกถึงโรคนี้เลยครับ ลักษณะอุจจาระของน้องจะเหมือนกับเจลลี่สีแดงเข้ม หรือแยมสตรอว์เบอร์รี เกิดจากการที่ลำไส้ขาดเลือดและมีเมือกปนออกมากับเลือด
- ซึมลงและอ่อนเพลีย: เมื่อเวลาผ่านไป เด็กจะเริ่มหมดแรง เหนื่อยล้า และซึมลงอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อไหร่ที่ต้องรีบพามาโรงพยาบาลทันที?
ถ้าคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นลูกน้อยมีอาการร้องกวนเป็นพักๆ ร่วมกับการอาเจียนพุ่ง และที่สำคัญที่สุดคืออุจจาระเป็นมูกเลือด ขอให้รีบพามาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันทีครับ ห้ามรอให้ถึงรุ่งเช้าเด็ดขาด เพราะโรคนี้เรื่องของเวลามีความสำคัญมาก ยิ่งมาเร็ว ยิ่งรักษาง่ายและปลอดภัยครับ
คุณหมอตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างไรบ้าง?
เมื่อมาถึงมือแพทย์แล้ว เราจะเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียดครับ ในเด็กบางคนหมออาจจะคลำเจอ ก้อนเนื้อรีๆ ในท้อง คล้ายรูปไส้กรอก ซึ่งเป็นตัวลำไส้ที่ซ้อนกันอยู่นั้นเอง จากนั้นแพทย์จะส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น การทำอัลตราซาวนด์ช่องท้อง ซึ่งเป็นวิธีที่แม่นยำและเห็นภาพชัดเจนที่สุดโดยไม่ต้องเจ็บตัว
สำหรับการรักษานั้น หากมาเร็วและลำไส้ยังไม่เน่าตาย แพทย์จะไม่ต้องผ่าตัดเสมอไปครับ เราสามารถรักษาได้ด้วยการสวนแป้ง (Barium enema) หรือสวนลมผ่านทางทวารหนัก แรงดันลมหรือแป้งนี้จะช่วยดันให้ลำไส้ที่มุดอยู่คลายตัวกลับออกมาอยู่ที่เดิมได้ แต่วิธีนี้ต้องทำโดยแพทย์เฉพาะทางในโรงพยาบาลที่มีความพร้อมเท่านั้น
แต่ถ้าหากมาพบแพทย์ช้า ลำไส้เริ่มเน่า หรือใช้วิธีสวนแล้วไม่ออก แพทย์จำเป็นต้องทำการผ่าตัดเพื่อตัดลำไส้ส่วนที่เสียออกและต่อลำไส้เข้าหากัน ซึ่งจะทำให้เด็กต้องพักฟื้นนานขึ้นและเจ็บตัวมากขึ้นครับ
สุดท้ายนี้ หมออยากฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกคนว่า อาการผิดปกติของลูกน้อยในวัยนี้รอช้าไม่ได้ครับ หากมีอาการปวดท้องเป็นพักๆ ร่วมกับอาเจียนและอึมีเลือดปน ให้คิดถึงโรคลำไส้กลืนกันไว้เสมอ และรีบพามาหาหมอเพื่อความปลอดภัยของลูกรักครับ