ช่วงเวลาที่ลูกน้อยร้องไห้งอแง ปลอบอย่างไรก็ไม่ยอมหยุด เป็นช่วงเวลาที่ชวนให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ใจคอไม่ดีเอาเสียเลย บางครั้งเราอาจคิดว่าเป็นอาการปวดท้องจากท้องอืดทั่วไป แต่ถ้าลูกมีอาการร้องกวนแบบเป็นพักๆ งอแงรุนแรงจนตัวงอ แล้วจู่ๆ ก็เงียบไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะกลับมาร้องซ้ำอีก นี่อาจไม่ใช่แค่อาการปวดท้องธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยของโรคลำไส้กลืนกัน ที่ต้องรีบพามาพบแพทย์โดยด่วนครับ
โรคลำไส้กลืนกันคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร?
พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด โรคนี้คือภาวะที่ลำไส้ส่วนหนึ่งเกิดการมุดหรือเลื่อนเข้าไปซ้อนอยู่ในลำไส้อีกส่วนหนึ่ง คล้ายกับการพับเก็บของกล้องสโคปหรือเสาอากาศวิทยุ เมื่อลำไส้ซ้อนกันแบบนั้นแล้ว ผนังลำไส้จะเบียดกันแน่นจนทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงลำไส้ได้ตามปกติ ส่งผลให้เนื้อเยื่อลำไส้บวม ขาดเลือด และอาจเน่าได้ในเวลาอันรวดเร็วหากไม่ได้รับการแก้ไข
ส่วนใหญ่โรคนี้มักเกิดขึ้นกับเด็กเล็กในช่วงอายุประมาณ 6 เดือนถึง 3 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ลำไส้กำลังเติบโตและมีการเคลื่อนไหวค่อนข้างมาก แม้ในทางการแพทย์จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าทำไมลำไส้ถึงมุดเข้าไปแบบนั้น แต่ในเด็กบางคนอาจมีจุดเริ่มต้นจากการติดเชื้อในทางเดินหายใจหรือลำไส้อักเสบ ทำให้ต่อมน้ำเหลืองในท้องโตขึ้นและดึงรั้งให้ลำไส้เคลื่อนตัวผิดตำแหน่ง
สังเกตอาการแบบนี้... ลูกกำลังส่งสัญญาณอันตราย
การสังเกตอาการของลูกน้อยเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยชีวิตเขาไว้ได้ทันเวลา อาการของโรคลำไส้กลืนกันมักจะมีลักษณะเฉพาะตัวที่สังเกตได้ไม่ยาก ดังนี้ครับ
- ร้องกวนแบบเป็นพักๆ: ลูกจะร้องไห้จ้าขึ้นมาอย่างกะทันหันด้วยความเจ็บปวด งอแงมากจนตัวงอ ดึงขาเข้าหาลำตัว อาการนี้จะเป็นอยู่ประมาณ 10-20 นาทีแล้วเงียบไปเหมือนปกติ จากนั้นจะกลับมาร้องซ้ำอีกทุกๆ 15-30 นาที
- อาเจียนพุ่ง: หลังจากร้องไห้ได้สักพัก เด็กมักจะอาเจียนออกมา ซึ่งช่วงแรกจะเป็นนมหรืออาหารที่กินเข้าไป แต่หากปล่อยไว้นาน อาเจียนจะมีสีเขียวหรือเหลืองปนน้ำดี
- ถ่ายอุจจาระผิดปกติ: ในช่วง 12 ชั่วโมงแรก ลูกอาจจะยังถ่ายปกติ แต่หลังจากนั้นจะเริ่มถ่ายเป็นมูกปนเลือด ซึ่งเกิดจากลำไส้ที่ขาดเลือดและมีเมือกหลั่งออกมา ลักษณะจะดูคล้ายกับเยลลี่สีแดงเข้มหรือน้ำล้างเนื้อ
- ซึมลงและอ่อนเพลีย: เมื่อเวลาผ่านไป เด็กจะเริ่มหมดแรง เหนื่อยล้า และซึมลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากความเจ็บปวดและการสูญเสียน้ำ
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล หมอตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างไร?
เมื่อคุณพ่อคุณแม่พามาพบแพทย์ด้วยอาการสงสัยโรคลำไส้กลืนกัน ขั้นตอนแรกแพทย์จะทำการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด รวมถึงการคลำบริเวณช่องท้อง ซึ่งอาจคลำพบลักษณะก้อนเนื้อนิ่มๆ คล้ายรูปไส้กรองในท้องของเด็ก
หลังจากนั้น การตรวจยืนยันที่แม่นยำที่สุดคือการทำอัลตราซาวด์ช่องท้อง ซึ่งมีความปลอดภัยสูง ไม่เจ็บ และเห็นภาพลำไส้ที่ซ้อนกันได้อย่างชัดเจน
เมื่อผลวินิจฉัยยืนยันแน่ชัดแล้ว แพทย์จะมีแนวทางการรักษาตามความรุนแรงและระยะเวลาที่เป็น:
- การสวนลำไส้ด้วยลมหรือสารทึบแสง: หากมาพบแพทย์เร็วภายใน 24-48 ชั่วโมงแรก และลำไส้ยังไม่เน่าเสีย แพทย์ทางรังสีวิทยาจะทำการรักษาโดยการสวนลมหรือของเหลวผ่านทางทวารหนัก เพื่อดันให้ลำไส้ที่ซ้อนกันหลุดกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม วิธีนี้ไม่ต้องผ่าตัดและเด็กฟื้นตัวไวมาก
- การผ่าตัดรักษา: หากเด็กมาพบแพทย์ช้า ลำไส้เริ่มบวมมาก หรือมีความเสี่ยงที่ลำไส้จะทะลุหรือเน่าตาย การสวนลำไส้จะไม่ได้ผล แพทย์จำเป็นต้องทำการผ่าตัดเพื่อดึงลำไส้กลับเข้าที่ หรือในกรณีที่ลำไส้เสียหายหนักมากๆ อาจต้องตัดลำไส้ส่วนที่ตายออกร่วมด้วย
วิธีดูแลหลังการรักษาและการป้องกัน
หลังจากการรักษา ไม่ว่าจะเป็นการสวนลำไส้หรือการผ่าตัด ลูกน้อยจะต้องพักฟื้นดูอาการที่โรงพยาบาลต่ออีกสักระยะ เพื่อให้แน่ใจว่าลำไส้กลับมาทำงานได้เป็นปกติ สามารถรับประทานอาหารได้ และไม่มีภาวะแทรกซ้อน
เมื่อกลับมาบ้านแล้ว สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจมีดังนี้ครับ
- ค่อยๆ เริ่มให้ออาหาร: แพทย์จะแนะนำให้เริ่มจากอาหารอ่อนๆ เช่น นมแม่ น้ำซุป หรือโจ๊กเหลวๆ ในปริมาณน้อยก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามการทำงานของลำไส้
- สังเกตอาการผิดซ้ำ: โรคลำไส้กลืนกันนี้มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีกประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ในช่วงสัปดาห์แรกหลังการรักษา ดังนั้นหากลูกมีอาการปวดท้องร้องกวนแบบเดิมอีก ต้องรีบพามาพบแพทย์ทันที
- ดูแลสุขภาพโดยรวม: สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้ลูกเพื่อลดโอกาสการติดเชื้อในทางเดินอาหาร ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรคนี้ได้
โรคลำไส้กลืนกันถือเป็นภาวะฉุกเฉินในเด็กเล็กที่เวลาทุกนาทีมีความหมาย การสังเกตอาการปวดท้องที่ผิดปกติ ร้องกวนเป็นพักๆ ร่วมกับการถ่ายเป็นมูกเลือด จะช่วยให้พามาถึงมือแพทย์ได้เร็ว ซึ่งจะลดความรุนแรงและเพิ่มโอกาสในการรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัดได้มากที่สุดครับ