กลางดึกคืนหนึ่ง มีคุณพ่อคุณแม่รีบอุ้มลูกน้อยวัยขวบเศษเข้ามาที่ห้องฉุกเฉินด้วยท่าทางตื่นตระหนก หัวใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่แทบสลายเมื่อเห็นหน้าอกของลูกน้อยกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าปกติ เสียงลมหายใจที่ดังครืดคราดทำให้เกิดคำถามมากมายในใจว่า ลูกเป็นอะไรกันแน่ จะเป็นปอดบวมไหม แล้วต้องกินยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะทันทีเลยหรือเปล่า
หมอเข้าใจดีว่า เมื่อเห็นคนในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุมีอาการหายใจเร็วและหอบเหนื่อย ความกังวลใจย่อมเกิดขึ้นสูงมาก แต่ในทางการแพทย์แล้ว อาการหายใจเร็วไม่ใช่โรค แต่เป็น สัญญาณเตือน ของร่างกายที่บอกว่าระบบทางเดินหายใจหรือระบบไหลเวียนโลหิตกำลังทำงานหนักขึ้น ซึ่งการรักษาที่ถูกต้องไม่ได้เริ่มต้นที่การให้ยาแก้ไอหรือยาปฏิชีวนะในทันที แต่ต้องเริ่มจากการหาสาเหตุที่แท้จริงเสียก่อน
สัญญาณเตือนเมื่อลมหายใจสะดุด: จะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังหายใจเร็วผิดปกติ?
ก่อนที่เราจะไปดูเรื่องการรักษา เราต้องเข้าใจก่อนว่า อัตราการหายใจปกติของคนเราจะแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ระบบทางเดินหายใจยังพัฒนาไม่เต็มที่ อัตราการหายใจจะเร็วกว่าผู้ใหญ่ค่อนข้างมาก วิธีสังเกตง่ายๆ คือให้สุนทรีย์สังเกตขณะที่ลูกหลับหรืออยู่นิ่งๆ โดยนับการกระเพื่อมขึ้นลงของหน้าอกหรือท้องภายใน 1 นาทีเต็ม
- เด็กแรกเกิดถึงอายุ 2 เดือน: หายใจเร็วกว่า 60 ครั้งต่อนาที ถือว่าผิดปกติ
- เด็กอายุ 2 เดือนถึง 1 ปี: หายใจเร็วกว่า 50 ครั้งต่อนาที ถือว่าผิดปกติ
- เด็กอายุ 1 ปีถึง 5 ปี: หายใจเร็วกว่า 40 ครั้งต่อนาที ถือว่าผิดปกติ
- ผู้ใหญ่และเด็กโต: หายใจเร็วกว่า 20-24 ครั้งต่อนาที ในขณะพัก ถือว่าเริ่มมีภาวะหายใจเร็ว
นอกจากตัวเลขเหล่านี้แล้ว หากสังเกตเห็นอาการร่วมอื่นๆ เช่น ปีกจมูกบานขณะหายใจ หน้าอกบุ๋ม ซี่โครงบุ๋ม หรือมีเสียงดังฮืดฮาดขณะหายใจเข้าออก นั่นคือสัญญาณเตือนว่าควรรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน
ทำความเข้าใจแนวทางการรักษาภาวะหายใจเร็วตามต้นตอของปัญหา
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล สิ่งแรกที่แพทย์จะทำคือการประเมินความรุนแรงและตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง เพราะนี่คือหัวใจสำคัญในการวาง แนวทางการรักษาภาวะหายใจเร็วตาม สาเหตุที่ตรวจพบ ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในคนไข้แต่ละราย ดังนี้
เมื่อตัวการคือเชื้อไวรัส: ยาปฏิชีวนะไม่ใช่คำตอบ
ในเด็กเล็กและผู้ใหญ่จำนวนมาก ภาวะหายใจเร็วและหอบเหนื่อยมักเกิดจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ เช่น เชื้อ RSV ไข้หวัดใหญ่ หรือโควิด-19 ซึ่งทำให้เกิดภาวะหลอดลมฝอยอักเสบหรือปอดอักเสบตามมา
ในกรณีที่เกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะ (หรือที่หลายคนคุ้นเคยในชื่อยาฆ่าเชื้อ) จะไม่มีฤทธิ์ในการรักษาเลย เนื่องจากยาปฏิชีวนะมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น การรักษาจึงเน้นไปที่การประคับประคองตามอาการเพื่อรอให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันมาต่อสู้กับไวรัส เช่น การดูดเสมหะอย่างถูกวิธีเพื่อเปิดทางเดินหายใจ การพ่นยาขยายหลอดลมในบางรายเพื่อช่วยลดอาการบวมของหลอดลม และการให้ออกซิเจนเสริมหากระดับออกซิเจนในเลือดต่ำลง
เมื่อปอดอักเสบจากแบคทีเรีย: ถึงเวลาที่ยาปฏิชีวนะต้องออกโรง
หากแพทย์ตรวจร่างกาย ฟังเสียงปอด หรือเอ็กซเรย์ปอดแล้วพบว่า มีร่องรอยของการติดเชื้อแบคทีเรียในปอด หรือปอดบวมน้ำคร่ำในเด็กแรกเกิด ยาปฏิชีวนะจะกลายเป็นพระเอกทันทีในการช่วยชีวิตคนไข้
การเลือกใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มนี้ แพทย์จะพิจารณาจากอายุของคนไข้ ความรุนแรงของอาการ และประวัติการดื้อยาในชุมชน โดยอาจให้ยาในรูปแบบกินหากอาการไม่รุนแรง หรือจำเป็นต้องให้นอนโรงพยาบาลเพื่อฉีดยาปฏิชีวนะเข้าทางหลอดเลือดดำในรายที่มีอาการหอบเหนื่อยรุนแรง ทานอาหารหรือนมไม่ได้ เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้เร็วและแม่นยำที่สุด
เมื่อทางเดินหายใจตีบแคบจากภูมิแพ้หรือหอบหืด: การขยายหลอดลมคือหัวใจสำคัญ
บางครั้งภาวะหายใจเร็วไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ แต่อาจเกิดจากการตอบสนองที่ไวเกินไปของทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด หรือหลอดลมหดเกร็งเฉียบพลันจากอาการแพ้ ในกรณีนี้ แนวทางการรักษาจะมุ่งเน้นไปที่การใช้ยาพ่นขยายหลอดลมเพื่อเปิดทางเดินหายใจให้กว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว ร่วมกับการใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นหรือกินเพื่อลดการอักเสบภายในหลอดลม โดยไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะเช่นกัน
ทำไมการซื้อยาปฏิชีวนะมากินเองเมื่อมีอาการหายใจหอบจึงเป็นเรื่องอันตราย?
หมอมักเจอกรณีที่คุณพ่อคุณแม่หรือญาติผู้ใหญ่ ไปซื้อยาแก้อักเสบหรือยาฆ่าเชื้อชนิดน้ำเชื่อมจากร้านขายยามาให้เด็กกินเองเมื่อเห็นว่าเด็กเริ่มไอและหายใจเร็วขึ้น ซึ่งพฤติกรรมนี้แฝงไปด้วยความอันตรายหลายประการ
ประการแรก หากอาการหายใจเร็วนั้นเกิดจากเชื้อไวรัสหรือหอบหืด การกินยาปฏิชีวนะนอกจากจะไม่ช่วยให้อาการดีขึ้นแล้ว ยังอาจทำให้คนไข้ได้รับผลข้างเคียงจากยาโดยไม่จำเป็น เช่น อาการท้องเสีย แพ้ยาอย่างรุนแรง หรือในระยะยาวอาจก่อให้เกิดปัญหา เชื้อดื้อยา ซึ่งทำให้เมื่อเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียจริงๆ ในอนาคต จะไม่มียาตัวใดที่สามารถรักษาได้ผลอีกต่อไป
การดูแลเบื้องต้นเมื่อพบว่าสมาชิกในครอบครัวเริ่มหายใจเร็วขึ้น
หากคุณเริ่มสังเกตเห็นว่าลูกน้อยหรือคนใกล้ชิดเริ่มมีอาการหายใจเร็วขึ้นเล็กน้อย แต่ยังมีสติ ดี ทานอาหารได้ และไม่มีอาการปากเขียวคล้ำ สิ่งที่คุณสามารถเตรียมตัวและดูแลเบื้องต้นได้มีดังนี้
- จัดท่าทางให้เหมาะสม: จัดให้นอนในท่าศีรษะสูงเล็กน้อย หรืออุ้มเด็กในแนวตั้งเพื่อให้ปอดขยายตัวได้ดีขึ้น
- ดูแลสภาพแวดล้อม: อยู่ในห้องที่อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่อับชื้น และปราศจากควันบุหรี่หรือฝุ่นละออง
- เช็ดตัวลดไข้: หากมีไข้สูงร่วมด้วย การเช็ดตัวเพื่อลดไข้จะช่วยลดภาระการทำงานของปอดและหัวใจ ทำให้อัตราการหายใจลดลงได้
- สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด: หากพบว่าเริ่มมีอาการซึมลง ทานนมหรือน้ำได้น้อย ปลายมือปลายเท้าเขียว หรือหน้าอกบุ๋มลึกขณะหายใจ ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลในทันที
สุดท้ายนี้ หมออยากเน้นย้ำว่า ลมหายใจคือชีวิต เมื่อใดก็ตามที่ระบบทางเดินหายใจส่งสัญญาณเตือนผ่านภาวะหายใจเร็ว การสังเกตอาการอย่างมีสติและเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์อย่างทันท่วงที เพื่อรับแนวทางการรักษาที่ถูกต้องตามสาเหตุ จะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคนที่คุณรัก