เวลาที่เราพูดถึงเรื่องโรคระบาด หลายคนมักจะนึกถึงการดูแลตัวเองเป็นหลัก เช่น การล้างมือ ใส่หน้ากากอนามัย หรือการกินร้อนช้อนกลาง แต่ในฐานะหมอที่นั่งตรวจคนไข้ที่คลินิกอยู่ทุกวัน หมอบ่อยครั้งพบว่ามีคำถามคาใจจากคุณพ่อคุณแม่และผู้สูงอายุว่า ทำไมเราต้องฉีดวัคซีนกันเยอะๆ ทั้งที่บางคนแข็งแรงดีอยู่แล้ว หรือทำไมลูกหลานถึงต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่บางทีผู้ใหญ่อาจจะคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
คำตอบที่หมอมักจะเล่าให้ฟังเข้าใจง่ายๆ เสมอ ก็คือเรื่องของ ภูมิคุ้มกันหมู่ในชุมชน หรือที่ในทางการแพทย์เราเรียกว่า Herd Immunity ซึ่งเปรียบเสมือนเกราะป้องกันล่องหนที่ไม่ได้ปกป้องแค่ตัวเราคนเดียว แต่ช่วยโอบอุ้มเพื่อนบ้าน คนในครอบครัว และคนที่ร่างกายอ่อนแอจนไม่สามารถรับวัคซีนได้ ให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของโรคร้ายไปด้วยกัน
เกราะป้องกันล่องหนของสังคมทำงานอย่างไร?
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองจินตนาการถึงไฟป่าที่กำลังลุกลาม ถ้าป่าเต็มไปด้วยต้นไม้แห้งที่ติดไฟง่าย ไฟก็จะลามไปทั่วอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าในป่ามีต้นไม้สดที่ไม่ออมเชื้อไฟอยู่เยอะ เมื่อสะเก็ดไฟปลิวมาตกใส่ มันก็จะดับลงและไปต่อไม่ได้
หลักการของ ภูมิคุ้มกันหมู่ในชุมชน ก็คล้ายคลึงกันอย่างมาก เชื้อโรคก็เหมือนไฟป่า ส่วนตัวเราก็คือต้นไม้ เมื่อคนส่วนใหญ่ในสังคมมีภูมิคุ้มกัน ไม่ว่าจะมาจากการเคยติดเชื้อแล้วหายดี หรือมาจากการฉีดวัคซีน เชื้อโรคก็จะเดินทางจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนได้ยากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งวงจรการแพร่ระบาดต้องสะดุดและหยุดลงไปเองโดยปริยาย
ใครบ้างที่ได้อานิสงส์จากเกราะคุ้มกันนี้?
ความสวยงามของระบบนี้คือ มันไม่ได้สร้างความปลอดภัยให้แค่คนที่แข็งแรงเท่านั้น แต่กลุ่มคนที่เปราะบางที่สุดในสังคมต่างหาก คือผู้ที่ได้รับความคุ้มครองสูงสุดจาก ภูมิคุ้มกันหมู่ในชุมชน ได้แก่
- ทารกแรกเกิด: เด็กตัวเล็กๆ ที่ยังภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงพอ และยังไม่ถึงเกณฑ์อายุที่จะฉีดวัคซีนบางชนิด
- ผู้ป่วยโรคมะเร็งหรือคนที่กำลังรับยาเคมีบำบัด: กลุ่มนี้ร่างกายไม่พร้อมที่จะสร้างภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้เหมือนคนปกติ
- ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง: แม้จะฉีดวัคซีนแล้ว แต่ประสิทธิภาพในการตอบสนองอาจจะลดลงตามวัย
- ผู้ที่มีประวัติแพ้วัคซีนรุนแรง: คนกลุ่มนี้ไม่สามารถรับวัคซีนบางตัวได้เลย จึงต้องพึ่งพาความปลอดภัยจากคนรอบข้าง
ถ้าคนรอบตัวในชุมชนมีภูมิคุ้มกันกันหมด โอกาสที่เชื้อโรคจะเล็ดลอดไปหาคนกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ก็จะแทบไม่มีเลย นี่คือเหตุผลลึกๆ ที่ว่า ทำไมการฉีดวัคซีนจึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของความรับผิดชอบต่อเพื่อนมนุษย์ด้วย
ตัวเลขมหัศจรรย์เท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าปลอดภัย?
คำถามยอดฮิตที่หมอโดนถามบ่อยคือ แล้วเราต้องฉีดกันกี่เปอร์เซ็นต์สังคมถึงจะปลอดภัย? ความจริงแล้ว ตัวเลขนี้ไม่ได้ตายตัว ขึ้นอยู่กับความสามารถในการแพร่กระจายของโรคแต่ละชนิดด้วย
โรคบางชนิดอย่างหัด (Measles) เป็นโรคที่ติดต่อกันง่ายมาก แค่อยู่ในห้องเดียวกันก็ติดได้แล้ว โรคนี้จึงต้องการระดับ ภูมิคุ้มกันหมู่ในชุมชน สูงถึงประมาณ 92 ถึง 95 เปอร์เซ็นต์ สังคมถึงจะปลอดภัยอย่างแท้จริง ในขณะที่โรคบางชนิดที่แพร่ระบาดได้ช้ากว่า ก็อาจจะต้องการสัดส่วนของคนที่ทีภูมิคุ้มกันน้อยกว่านั้น
นั่นแปลว่า ถ้าวันไหนที่เราเริ่มละเลย หรือพากันปฏิเสธการสร้างภูมิคุ้มกัน ตัวเลขก็จะร่วงลงต่ำกว่าเกณฑ์ และโรคที่เคยหายหน้าไปจากบ้านเรานานนับสิบปี ก็อาจจะกลับมาลุกลามสร้างความเสียหายได้อีกครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่หมอและบุคลากรทางการแพทย์เป็นห่วงกันมากที่สุด
สร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชนแข็งแรงเริ่มต้นที่ตัวเรา
ท้ายที่สุดแล้ว การสร้าง ภูมิคุ้มกันหมู่ในชุมชน ไม่ใช่เรื่องไกลตัวที่ต้องรอให้รัฐบาลหรือโรงพยาบาลใหญ่ๆ มาจัดการให้ฝ่ายเดียว แต่เริ่มต้นจากตัวเราและคนใกล้ตัวนี่เองครับ
การดูแลตัวเองให้แข็งแรง การไปรับวัคซีนตามกำหนดเวลา และการช่วยกันส่งเสริมความรู้ที่ถูกต้องให้กับคนรอบข้าง คือการร่วมมือกันถักทอเกราะป้องกันให้ชุมชนของเราปลอดภัยจากโรคระบาด ถ้าเราช่วยกันคนละไม้คนละมือ สังคมที่เราอยู่อาศัยก็จะกลายเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริงครับ