เวลาที่คุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยมาปรึกษาที่คุณหมอด้วยปัญหาลูกไม่ยอมอึ อึยากตั้งแต่แรกเกิด ท้องป่องแข็งเหมือนลูกโป่ง หลายคนมักคิดว่าเป็นแค่เรื่องท้องผูกธรรมดาหรือนมไม่ถูกกับท้อง แต่ในฐานะหมอเด็ก มีภาวะหนึ่งที่อยากให้คุณพ่อคุณแม่รู้จักและสังเกตให้ดี นั่นคือโรค Hirschsprung หรือภาวะลำไส้ใหญ่โป่งพองแต่กำเนิด ซึ่งเป็นความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ลึกข้างใน และต้องการการดูแลจากแพทย์อย่างทันท่วงที
ทำไมลูกถึงไม่ยอมอึ? ทำความเข้าใจลำไส้ใหญ่โป่งพองกันก่อน
เพื่อให้เห็นภาพง่ายที่สุด ลองนึกภาพลำไส้ของเราเหมือนท่อส่งน้ำ ที่ต้องมีการบีบตัวเป็นจังหวะเพื่อดันกากอาหารหรืออุจจาระออกไป โดยจะมีเส้นประสาทคอยทำหน้าที่สั่งการให้กล้ามเนื้อลำไส้คลายและบีบตัว แต่สำหรับเด็กที่เป็นโรค Hirschsprung หรือภาวะลำไส้นี้ เซลล์ประสาทที่ปลายลำไส้ใหญ่ส่วนล่างสุดเกิดไม่ยอมพัฒนาตั้งแต่ตอนที่อยู่ในท้องแม่ ส่งผลให้ส่วนนั้นตีบตันและคลายตัวไม่ได้
พอนึกภาพตามออกไหมครับว่า เมื่อส่วนปลายมันตีบและแข็งตัว ของเสียที่อยู่เหนือขึ้นไปก็เลยถูกกั้นเอาไว้ ออกไม่ได้ สะสมเรื่อยๆ จนทำให้ลำไส้ส่วนบนที่ยังมีเส้นประสาทปกติ ต้องเบ่งและขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นภาวะลำไส้ใหญ่โป่งพอง ท้องของเด็กก็จะป่องขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สัญญาณเตือนภัยช่วงแรกเกิดที่พ่อแม่ห้ามมองข้าม
เด็กที่เป็นโรคนี้มักจะแสดงอาการตั้งแต่ช่วงแรกคลอดเลยทีเดียว หากลูกน้อยของคุณมีอาการเหล่านี้ นี่คือสัญญาณเตือนที่ต้องรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน
- ไม่ถ่ายขี้เทาภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมงแรกหลังคลอด: ปกติเด็กแรกเกิดจะต้องถ่ายขี้เทาเหนียวๆ สีเขียวเข้มออกมาภายในวันแรก แต่ถ้าลูกไม่ถ่ายเลย ท้องเริ่มป่องตึง นั่นคือสัญญาณแรกที่แปลกมากๆ >
- ท้องอืด ท้องป่อง และอาเจียนเป็นน้ำดี: สังเกตว่าท้องลูกจะแน่นตึง กดแล้วลูกร้องงอแง และอาจมีการอาเจียนพุ่งออกมาเป็นน้ำดีสีเขียวหรือเหลืองปนเขียว
- ถ่ายยากมาก ต้องใช้สวนทวารตลอด: สำหรับเด็กที่อาการไม่รุนแรงมาก อาจจะเพิ่งมาแสดงอาการตอนโตหน่อย เช่น ท้องผูกเรื้อรังตั้งแต่แบเบาะ อึเป็นก้อนแข็ง ลูกต้องเบ่งจนหน้าดำหน้าแดง และต้องพึ่งพายาสวนทวารหรือใช้นิ้วช่วยอยู่เรื่อยๆ ถึงจะอึออก
คุณหมอตรวจวินิจฉัยภาวะลำไส้ใหญ่โป่งพองอย่างไร
เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกมาหาหมอด้วยอาการน่าสงสัย เราจะมีขั้นตอนการตรวจเพื่อยืนยันโรค เริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด การตรวจร่างกายโดยการคลำหน้าท้อง และการใช้นิ้วตรวจทางทวารหนัก ซึ่งมักจะพบว่าทันทีที่หมอนำนิ้วออก จะมีลมและอุจจาระพุ่งทะลักออกมาอย่างรุนแรง เนื่องจากแรงดันที่สะสมไว้
หลังจากนั้น แพทย์จะพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น การสวนแป้งแบเรียมเข้าทางทวารหนักเพื่อเอกซเรย์ดูรูปร่างของลำไส้ ว่ามีส่วนที่ตีบและส่วนที่โป่งพองชัดเจนหรือไม่ และวิธีที่แม่นยำที่สุดคือการตัดชิ้นเนื้อบริเวณผนังลำไส้ส่วนปลายไปส่องกล้องจุลทรรศน์ เพื่อดูว่ามีเซลล์ประสาทอยู่จริงหรือเปล่า
วิธีรักษาและการผ่าตัดแก้ไขปัญหาลำไส้
สำหรับโรคนี้ การกินยาแก้ท้องผูกหรือการสวนทวารเป็นเพียงการบรรเทาอาการเฉพาะหน้าเท่านั้น การรักษาที่หายขาดจริงๆ คือการผ่าตัด
ในเด็กเล็กที่ลำไส้อักเสบหรือท้องอืดมากๆ แพทย์อาจจะต้องทำการผ่าตัดทำทวารเทียมที่หน้าท้องก่อน เพื่อให้ระบายอุจจาระออกมาก่อน รอจนกว่าลำไส้ส่วนบนยุบตัวลงและร่างกายแข็งแรงขึ้น แล้วจึงค่อยนัดผ่าตัดใหญ่อีกครั้งเพื่อตัดเอาลำไส้ส่วนที่ไม่มีเซลล์ประสาททิ้งไป แล้วนำลำไส้ส่วนที่มีเส้นประสาทปกติมาต่อลงที่ทวารหนักตามเดิม
การดูแลลูกรักหลังผ่าตัดและการใช้ชีวิตในระยะยาว
หลังผ่านการผ่าตัดใหญ่แล้ว คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักกังวลว่าลูกจะใช้ชีวิตปกติได้ไหม หมอต้องบอกเลยว่าเด็กส่วนใหญ่สามารถกลับมาขับถ่ายได้ใกล้เคียงปกติ อาการท้องป่องจะหายไป และเติบโตได้สมวัย
ช่วงแรกหลังผ่าตัด แผลอาจจะยังต้องใช้เวลาฟื้นตัว ลูกอาจจะยังคุมการขับถ่ายได้ไม่ดีนัก มีอาการถ่ายบ่อยหรือก้นแดงได้ง่ายจากการระคายเคือง คุณพ่อคุณแม่ต้องใจเย็นๆ คอยทาครีมปกป้องผิวบริเวณก้นให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอ รวมถึงดูแลเรื่องอาหารการกินให้ย่อยง่าย ดื่มน้ำมากๆ และฝึกวินัยการขับถ่ายเมื่อลูกโตขึ้น เพื่อให้ลำไส้ทำงานได้อย่างราบรื่นที่สุดครับ