เวลาที่ตรวจคนไข้ในห้องตรวจตา แล้วพบว่าเป็นโรคต้อหิน คำถามแรกๆ ที่มักจะได้ยินบ่อยมากคือ โรคนี้ติดต่อไหม หรือลูกหลานจะเป็นตามหรือเปล่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เข้าใจได้เลยครับ เพราะต้อหินเป็นโรคตาที่น่ากลัวตรงที่มันค่อยๆ ขโมยการมองเห็นไปทีละน้อยโดยที่แทบไม่มีอาการเตือนล่วงหน้าเลย
พอพูดถึงเรื่องสาเหตุ หลายคนมักจะนึกถึงความดันตาที่สูงขึ้นตามอายุ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมของโรค มีบทบาทสำคัญมากๆ ในการกำหนดว่าใครบ้างที่มีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วไป วันนี้ผมเลยอยากชวนมาคุยกันสบายๆ เหมือนมานั่งคุยกันในห้องตรวจ ถึงเรื่องยีน สายเลือด และวิธีรับมือถ้ารู้ตัวว่าคนในครอบครัวเคยเป็นโรคนี้ครับ
คนในครอบครัวเคยเป็นต้อหิน ลูกหลานเสี่ยงแค่ไหน?
ถ้าพูดกันตรงๆ โรคต้อหินไม่ได้ติดต่อกันเหมือนไข้หวัดครับ แต่มันส่งต่อกันผ่านทางสายเลือดหรือยีนในครอบครัว หากคุณพ่อคุณแม่ พี่ หรือน้องแท้ๆ ของเราเคยป่วยเป็นโรคต้อหิน ความเสี่ยงที่คุณจะป่วยเป็นโรคนี้ตามไปด้วยจะเพิ่มขึ้นสูงกว่าคนทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
กลไกมันเป็นแบบนี้ครับ ยีนบางตัวที่ผิดปกติสามารถถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นได้ ยีนเหล่านี้ไปควบคุมการทำงานของโครงสร้างภายในดวงตา โดยเฉพาะระบบการระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา เมื่อท่อระบายน้ำนี้ทำงานได้ไม่ดี ความดันภายในลูกตาก็จะค่อยๆ สูงขึ้น จนไปกดทับขั้วประสาทตาโดยที่เราไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ตัวอีกที ลานสายตาก็แคบลงไปเยอะแล้ว
เช็กด่วน ใครบ้างที่เข้าข่ายความเสี่ยงจากกรรมพันธุ์
การรู้ว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ จะช่วยให้เราตั้งรับได้ทันท่วงทีครับ โดยกลุ่มคนที่ควรระวังเป็นพิเศษจากเรื่องยีนและประวัติครอบครัว ได้แก่
- ผู้ที่มีพ่อ แม่ พี่ หรือน้องร่วมสายโลหิตป่วยเป็นโรคต้อหิน กลุ่มนี้ถือว่ามีความเสี่ยงสูงที่สุดและควรตรวจตาเป็นประจำทุกปี
- คนที่อยู่ในครอบครัวที่มีประวัติโรคตาบางชนิด เช่น ภาวะมุมตาแคบแต่กำเนิด ซึ่งมีโอกาสเกิดต้อหินเฉียบพลันได้ง่าย
- เชื้อชาติบางกลุ่มที่มีแนวโน้มพบโรคต้อหินบางชนิดได้บ่อยกว่า เช่น ชาวเอเชียที่มีความเสี่ยงสูงต่อโรคต้อหินมุมปิด
ความเข้าใจผิดบ่อยๆ เกี่ยวกับต้อหินและครอบครัว
คนไข้หลายคนชอบคิดว่า ถ้าตรวจวัดสายตาแล้วยังมองเห็นชัดเจนดี หรือตัดแว่นแล้วจบ ก็แปลว่าตาปกติไม่มีทางเป็นต้อหิน อันนี้เป็นความเข้าใจที่อันตรายมากครับ เพราะต้อหินระยะแรกมักจะเริ่มทำลายจากลานสายตารอบนอกก่อน ตรงกลางยังดีอยู่ ทำให้เรายังใช้ชีวิตได้ปกติ
อีกเรื่องคือความเชื่อที่ว่า ถ้าคนในบ้านเป็นต้อหินชนิดมุมเปิด ลูกหลานก็ต้องเป็นชนิดเดียวกันเป๊ะๆ ความจริงคือรูปแบบและอาการอาจมีความแตกต่างกันได้ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตและปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย แต่สิ่งที่ไม่ต่างกันคือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนั่นเองครับ
วิธีดูแลตัวเองและคนในบ้านเมื่อรู้ว่ามีความเสี่ยง
ถ้าคุณเพิ่งรู้ว่าคุณพ่อหรือคุณแม่เป็นต้อหิน สิ่งแรกที่ผมแนะนำคือ อย่าเพิ่งตื่นตระหนกครับ เพราะต้อหินเป็นโรคที่ถ้าตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถควบคุมและรักษาไม่ให้ตาบอดได้ การดูแลตัวเองจึงเน้นไปที่การป้องกันเชิงรุก ดังนี้ครับ
- เริ่มต้นตรวจตากับจักษุแพทย์โดยเร็ว: อย่ารอให้มีอาการตามัวแล้วค่อยมาตรวจ หากมีญาติสายตรงเป็นต้อหิน ควรมาตรวจคัดกรองความดันตาและเช็กขั้วประสาทตาทุกปี แม้จะยังมองเห็นปกติก็ตาม
- สังเกตความผิดปกติของตัวเอง: แม้ต้อหินจะเงียบ แต่บางครั้งชนิดมุมปิดอาจมีอาการปวดตาอย่างรุนแรง ตาแดง ปวดหัว หรือเห็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟ ถ้ามีอาการแบบนี้ต้องรีบหาหมอตาฉุกเฉิน
- ดูแลสุขภาพรอบด้าน: โรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ก็มีส่วนทำให้เลือดไปเลี้ยงขั้วประสาทตาไม่ดี การควบคุมโรคเหล่านี้ให้ดีจึงช่วยลดความเสี่ยงทางอ้อมได้ด้วย
ท้ายที่สุดนี้ เรื่องของพันธุกรรมอาจเป็นสิ่งที่เราเลือกเกิดไม่ได้ครับ แต่เราเลือกที่จะดูแลและป้องกันล่วงหน้าได้ การพาคนในครอบครัวที่มีความเสี่ยงไปตรวจตาเป็นประจำ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่จะช่วยรักษารอยยิ้มและการมองเห็นของเราให้อยู่ไปได้นานๆ ครับ