ลูกร้องไห้แทบขาดใจตอนไปโรงเรียน เกิดจากอะไรกันแน่
หลายครอบครัวคงเคยเจอเหตุการณ์ที่ลูกน้อยวัยอนุบาลส่งเสียงกรีดร้อง เกาะขาแน่น ไม่ยอมให้คุณพ่อคุณแม่เดินห่างไปไหนเลย หรือบางบ้านแค่บอกว่าจะเดินไปเข้าห้องน้ำ ลูกก็ตีโพยตีพายราวกับโลกจะแตกสลาย อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่การเอาแต่ใจหรือนิสัยดื้อรั้นตามวัยอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะวิตกกังวลจากการแยกจากผู้ปกครอง ซึ่งเป็นเรื่องทางจิตวิทยาและพัฒนาการที่เด็กหลายคนต้องเผชิญ
ทำความรู้จักภาวะวิตกกังวลจากการแยกจากผู้ปกครอง
ในทางการแพทย์และจิตวิทยาพัฒนาการ ภาวะนี้คือความกลัวหรือความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงเมื่อเด็กต้องแยกจากบุคคลใกล้ชิด ซึ่งมักจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้เลี้ยงดูหลัก ตามธรรมชาติแล้ว เด็กเล็กในช่วงอายุประมาณ 8 เดือนถึง 1 ปีเศษ จะเริ่มมีพัฒนาการด้านความผูกพันและรู้จักจดจำใบหน้าคนใกล้ชิดได้ ช่วงเวลานี้เองที่ความกลัวคนแปลกหน้าและความกลัวการถูกทิ้งให้อยู่ลำพังจะปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในวัยทารก
แต่หากอาการเหล่านี้ยังคงอยู่ต่อเนื่อง ยาวนานกว่าปกติ หรือมีความรุนแรงมากจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ไม่ยอมไปโรงเรียน นอนไม่หลับ หรือมีอาการทางกายร่วมด้วย เช่น ปวดท้อง ปวดหัว ทุกครั้งที่จะต้องแยกจากกัน ตรงนี้แหละที่เราเริ่มมองว่าเป็นภาวะที่ต้องทำความเข้าใจและหาทางช่วยเหลืออย่างถูกวิธี
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าลูกกำลังเครียดเกินไป
การสังเกตพฤติกรรมของเด็กเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่แยกแยะระหว่างอาการงอแงปกติกับภาวะความวิตกกังวลที่แท้จริง โดยอาการที่มักพบได้บ่อยมีดังนี้
- ร้องไห้งอแงรุนแรง: ทุกครั้งที่รู้ว่าจะต้องแยกจากกัน หรือเมื่อคุณพ่อคุณแม่เดินลับตาไป
- อาการเจ็บป่วยทางกายที่หาสาเหตุไม่พบ: เด็กมักจะบ่นปวดท้อง คลื่นไส้ หรือปวดหัว ทุกเช้าก่อนไปโรงเรียน แต่พอไม่ได้ไปอาการเหล่านี้ก็หายไปเอง
- เกาะติดไม่ยอมห่าง: เดินตามทุกฝีก้าว ไม่ยอมให้คลาดสายตา แม้แต่อยู่ในบ้านเดียวกัน
- ความกลัวเกินจริง: วิตกกังวลว่าพ่อแม่จะได้รับอันตราย หรือกลัวว่าจะพลัดหลงและไม่ได้เจอกันอีก
- ปัญหาการนอน: ฝันร้ายบ่อยๆ หรือปฏิเสธที่จะนอนคนเดียว ต้องให้มีคนนอนด้วยตลอดเวลา
วิธีรับมือและช่วยเหลือลูกน้อยก้าวผ่านความกลัว
ในฐานะแพทย์ที่ได้พูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่หลายครอบครัว สิ่งสำคัญที่สุดคือความเข้าใจและความอดทน การใช้อารมณ์ ดุว่า หรือบังคับ จะยิ่งทำให้เด็กเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยมากขึ้นไปอีก แนวทางในการช่วยปรับพฤติกรรมมีดังนี้
ฝึกการแยกจากกันในเวลาสั้นๆ
เริ่มต้นจากการทิ้งให้อยู่กับปู่ย่า ตายาย หรือพี่เลี้ยงที่ไว้ใจได้เป็นเวลาสั้นๆ เช่น 10 ถึง 15 นาที แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาขึ้น เพื่อให้เด็กเรียนรู้ว่าการแยกจากกันนั้นเป็นเพียงชั่วคราว และคุณพ่อคุณแม่จะกลับมาเสมอตามที่สัญญาไว้
บอกลาให้ชัดเจนและรวดเร็ว
หลีกเลี่ยงการแอบหนีไปตอนที่ลูกเผลอ เพราะจะยิ่งสร้างความตกใจและทำให้เด็กหวาดระแวงมากขึ้นเมื่อต้องห่างกันครั้งต่อไป ควรบอกลาด้วยท่าทีที่อบอุ่น มั่นคง และอธิบายสั้นๆ ว่าจะกลับมารับตอนไหน จากนั้นให้เดินออกมาทันทีด้วยความมั่นใจ
สร้างความคุ้นเคยกับสถานที่ใหม่
หากลูกต้องไปโรงเรียนหรือสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย พาไปสำรวจสถานที่ล่วงหน้า ทำความรู้จักคุณครู หรือให้พกตุ๊กตาหรือผ้าห่มผืนโปรดที่มีกลิ่นคุ้นเคยติดตัวไป จะช่วยลดความวิตกกังวลลงได้มาก
เมื่อไหร่ควรพาเด็กไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
แม้ว่าอาการเหล่านี้ส่วนใหญ่จะค่อยๆ ดีขึ้นตามวัยเมื่อเด็กโต,ขึ้นและปรับตัวได้ แต่หากคุณพ่อคุณแม่พบว่าอาการของลูกมีความรุนแรงต่อเนื่องนานเกิน 4สัปดาห์ ส่งผลกระทบต่อการเรียน การเข้าสังคม หรือพัฒนาการด้านอื่นๆ หยุดกินอาหาร หรือมีความเครียดสะสมจนแสดงออกทางพฤติกรรมก้าวร้าว การพาไปพบจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น หรือนักจิตวิทยาคลินิก เพื่อรับคำปรึกษาและประเมินอย่างละเอียดถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและช่วยให้เด็กได้รับความช่วยเหลือที่ตรงจุด