เวลาตรวจสุขภาพแล้วเจอผลเลือดผิดปกติ หรือคุณหมอบอกว่าเริ่มมีภาวะไขมันพอกตับ หลายคนอาจจะนิ่งนอนใจและคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่รู้ไหมครับว่าตับของเราเป็นอวัยวะที่อดทนมาก เวลาที่เขาเหนื่อยหรือบาดเจ็บ เขาจะไม่ค่อยบ่นหรือแสดงอาการเจ็บปวดออกมาให้เราได้ยิน กว่าเราจะรู้ตัวอีกที ตับก็อาจจะสะสมความเสียหายจนกล be เป็นพังผืดไปเสียแล้ว
วันนี้ผมอยากพามาทำความเข้าใจกับเรื่อง กระบวนการเกิดพังผืดในตับและการดำเนินโรคที่เป็นภัยเงียบใกล้ตัว ว่าจริงๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นข้างในร่างกายของเรา เวลาที่ตับต้องเผชิญกับศัตรูตัวร้ายซ้ำๆ จนนำไปสู่จุดเปลี่ยนที่เรียกว่าโรคตับแข็งครับ
ตับของเราบาดเจ็บจากอะไรได้บ้าง?
ก่อนจะไปถึงขั้นตอนการเกิดพังผืด เราต้องรู้ก่อนว่าอะไรคือตัวการที่คอยทำร้ายตับของเราอยู่ทุกวัน ตับเปรียบเสมือนโรงงานเคมีขนาดใหญ่ในร่างกายที่มีหน้าที่กรองสารพิษ เผาผลาญไขมัน และจัดการกับทุกสิ่งที่เรากิน ดื่ม หรือหายใจเข้าไป
เมื่อไหร่ก็ตามที่เราบังคับให้ตับทำงานหนักเกินพิกัด หรือมีสารพิษเข้ามาทำลายเซลล์ตับอย่างต่อเนื่อง เช่น การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ การมีภาวะไขมันพอกตับจากโรคอ้วนหรือเบาหวาน การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง หรือแม้กระทั่งการกินยาบางชนิดติดต่อกันนานเกินไป สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เซลล์ตับเกิดบาดแผลและตายลงทีละน้อย
เมื่อเซลล์ตับร้องไห้: จุดเริ่มต้นของแผลเป็นในตับ
ปกติแล้วเวลาผิวหนังของเราเป็นแผล ร่างกายจะมีกระบวนการซ่อมแซมตัวเองโดยการสร้างเนื้อเยื่อแผลเป็นขึ้นมาปิดทับ ตับของเราก็ใช้กลไกเดียวกันครับ
ทุกครั้งที่เซลล์ตับถูกทำลายและตายลง ร่างกายจะส่งสัญญาณเรียกทหารเอกตัวหนึ่งที่ชื่อว่า สเตลเลทเซลล์ (Hepatic Stellate Cells) ซึ่งปกติแล้วเซลล์พวกนี้จะนอนหลับอยู่เฉยๆ ให้ตื่นขึ้นมาทำงาน เมื่อตับเกิดการอักเสบเรื้อรัง สเตลเลทเซลล์จะเปลี่ยนร่างตัวเองกลายเป็นตัวสร้างคอลลาเจนและโปรตีนโครงร่าง เพื่อรีบเข้าไปถมพื้นที่บริเวณที่เซลล์ตับเสียหาย เปรียบเสมือนการเอาปูนซีเมนต์มาโบกปิดรอยร้าว
จากรอยแผลเป็นเล็กๆ สู่โครงสร้างตับที่บิดเบี้ยว
ถ้าตับบาดเจ็บแค่ครั้งสองครั้งแล้วหายดี ร่างกายก็จะสลายพังผืดเหล่านั้นทิ้งไป ตับก็จะกลับมานิ่มและทำงานได้ปกติเหมือนเดิม แต่ปัญหาคือ คนไข้ส่วนใหญ่มักจะรับสารกระตุ้นหรือปล่อยให้ตับอักเสบเรื้อรังนานเป็นเดือนเป็นปี
เมื่อการอักเสบเกิดขึ้นซ้ำๆ ไม่หยุด สเตลเลทเซลล์ก็ขยันสร้างคอลลาเจนออกมาพูนขึ้นเรื่อยๆ จนพังผืดเริ่มกระจายตัวเชื่อมต่อกันเป็นตาข่ายหนาแน่น จากเนื้อตับที่เคยนิ่มเนียนและมีความยืดหยุ่น ก็เริ่มมีความแข็งกระด้างเหมือนฟองน้ำที่แห้งกรัง เนื้อเยื่อตับปกติถูกแทนที่ด้วยเนื้อเยื่อแผลเป็น ทำให้โครงสร้างภายในของตับบิดเบี้ยวและท่อน้ำดีรวมถึงเส้นเลือดในตับถูกกดทับ
ทางแยกสำคัญ: เมื่อตับแข็งตัวและสูญเสียหน้าที่
ระยะสุดท้ายของกระบวนการนี้คือการก้าวเข้าสู่โรคตับแข็ง (Cirrhosis) ครับ ในขั้นตอนนี้ พังผืดได้เข้ายึดครองเนื้อที่ส่วนใหญ่ในตับจนตับหดตัว มีผิวขรุขระ และแข็งจนเลือดไม่สามารถไหลเวียนผ่านได้สะดวก
ผลกระทบที่ตามมาคือ ตับไม่สามารถทำหน้าที่สังเคราะห์โปรตีน สร้างปัจจัยการแข็งตัวของเลือด หรือขับของเสียออกจากร่างกายได้อีกต่อไป คนไข้เริ่มมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องมานจากน้ำที่คั่งในช่องท้อง ขาบวม หรือบางรายอาจมีเลือดออกทางเดินอาหารจากเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร ซึ่งถือเป็นภาวะอันตรายถึงชีวิต
เราจะหยุดยั้งวงจรอุบาทว์นี้ได้อย่างไร?
ข่าวดีก็คือ ในระยะแรกเริ่มจนถึงระยะที่มีพังผืดปานกลาง ตับมีความสามารถในการฟื้นตัวสูงมาก หากเราเจอต้นเหตุแล้วรีบกำจัดทิ้ง เช่น หยุดดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมน้ำหนัก รักษาไวรัสตับอักเสบ หรือหลีกเลี่ยงยาที่ไม่จำเป็น พังผืดที่เคยสะสมก็สามารถสลายตัวและเนื้อตับสามารถกลับมานิ่มขึ้นได้เกือบเป็นปกติ
ดังนั้น การตรวจสุขภาพประจำปี ตรวจค่าเอนไซม์ตับ หรือการตรวจคัดกรองความยืดหยุ่นของตับ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราหยุดยั้งกระบวนการนี้ได้ทันเวลาก่อนที่ตับจะกล is ไปเป็นตับแข็งถาวรครับ