เวลาลูกน้อยไม่สบาย ตัวร้อน ครั่นเนื้อครั่นตัว สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่มักจะต้องเจอร่วมด้วยแทบทุกครั้งคืออาการปฏิเสธอาหารและนม ลูกส่ายหน้าหนี ปิดปากแน่น หรือแค่เห็นช้อนตักข้าวก็ร้องไห้งอแงแล้ว ในฐานะหมอเด็ก เข้าใจดีเลยว่าความเครียดและความกังวลใจของคนเป็นพ่อแม่พุ่งสูงปรี๊ดแค่ไหนในยามที่ลูกกินไม่ได้ เพราะเราต่างก็กลัวว่าลูกจะไม่มีแรงไปสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ
การที่เด็กป่วยแล้วกินน้อยลงหรือหยุดกินไปเลยนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในช่วงที่ร่างกายกำลังต่อสู้กับเชื้อโรค สมองจะส่งสัญญาณลดความอยากอาหารลงเพื่อเอาพลังงานไปใช้ในระบบภูมิคุ้มกัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะปล่อยให้ลูกอดได้นานๆ เพราะผลกระทบจากการปฏิเสธอาหารและนมในเด็กป่วยนั้นลุกลามได้มากกว่าที่คิด มาดูกันว่าร่างกายเจ้าตัวเล็กต้องเผชิญกับอะไรบ้างเมื่อท้องว่างในช่วงเวลาที่ป่วย
เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายเมื่อลูกไม่ยอมกินอะไรเลยในช่วงป่วย
เวลาที่เด็กไม่สบาย พลังงานที่ใช้ในร่างกายจะสูงกว่าปกติเพราะต้องเผาผลาญเพื่อสู้กับไข้ หากลูกไม่ยอมกินอาหารเข้าไปเลย ตับจะเริ่มดึงเอาไกลโคเจนที่สะสมไว้ออกมาใช้ ซึ่งมักจะหมดไปอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงแรก หลังจากนั้นร่างกายจะเริ่มสลายโปรตีนจากกล้ามเนื้อและดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานแทน
ผลลัพธ์ที่ตามมาทันทีคือความอ่อนเพลีย เด็กจะซึมลง ไม่มีแรงแม้แต่จะลุกขึ้นมาเล่นหรือนั่งคุยกับเรา กล้ามเนื้อลีบลงชั่วคราว และที่สำคัญคือระบบภูมิคุ้มกันที่กำลังต้องการสารอาหารไปสร้างเม็ดเลือดขาวและสารภูมิต้านทาน กลับขาดวัตถุดิบสำคัญ ทำให้โรคที่เป็นอยู่หายช้าลงไปอีก
อันตรายจากภาวะขาดน้ำเมื่อลูกปฏิเสธทั้งข้าวและนม
ในบรรดาผลกระทบทั้งหมด การที่เด็กไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำเลยน่ากลัวที่สุด เพราะเด็กเล็กมีความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำได้ง่ายและรวดเร็วกว่าผู้ใหญ่มาก น้ำเป็นส่วนประกอบหลักในทุกเซลล์ของร่างกาย ถ้าร่างกายขาดน้ำ ปริมาตรเลือดจะลดลง ความดันโลหิตตก เลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ เช่น สมองและไต ได้ไม่เพียงพอ
สัญญาณเตือนภัยที่บอกว่าลูกเริ่มขาดน้ำแล้ว:
- ปัสสาวะลดลง: ไม่ฉี่เลยติดต่อกันนานเกิน 4 ถึง 6 ชั่วโมง หรือผ้าอ้อมแห้งสนิท ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มจัด
- ปากแห้งคอแห้ง: ริมฝีปากแห้งแตก ลิ้นแห้ง และเวลา ร้องไห้ไม่มีน้ำตาไหลออกมา
- กระหม่อมบุ๋ม: ในเด็กทารก สังเกตเห็นบริเวณกระหม่อมหน้ายุบตัวลงไปมากกว่าปกติ
- ซึมและอ่อนเพลียผิดปกติ: ปลุกตื่นยาก ไม่ค่อยตอบสนองต่อสิ่งรอบตัว
สารอาหารที่ขาดหายไปทำให้การฟื้นตัวสะดุด
อาหารและนมคือเชื้อเพลิงและยารักษาตัวชั้นดีในช่วงที่ป่วย การที่เด็กปฏิเสธอาหารแปลว่าเขาขาดสารอาหารสำคัญกลุ่มโปรตีนและวิตามินที่จำเป็นต่อการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่สึกหรอ แผลในคอจากไข้หวัดใหญ่หรือมือ เท้า ปาก จะหายช้าลงเพราะไม่มีโปรตีนไปสร้างเซลล์ใหม่ วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ที่ช่วยให้ภูมิต้านทานทำงานได้เต็มประสิทธิภาพก็ขาดหายไป ทำให้วงจรความเจ็บป่วยยืดเยื้อออกไปอีก
เทคนิคหลอกล่อและวิธีดูแลเมื่อลูกไม่ยอมกิน
เมื่อรู้ถึงผลกระทบแล้ว สิ่งที่เราต้องทำคือการปรับเปลี่ยนวิธีป้อนอาหารเพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารและน้ำอย่างเพียงพอโดยไม่สร้างความเครียดให้ทั้งสองฝ่าย
เน้นของเหลวที่กินง่ายและให้พลังงาน
ถ้าลูกไม่ยอมกินข้าว อย่าเพิ่งบังคับ ให้เปลี่ยนมาเป็นอาหารเหลวหรือกึ่งเหลวที่กลืนง่าย เช่น ข้าวต้มตุ๋นเละๆ ซุปใส น้ำซุปกระดูกหมูรสชาติอ่อนๆ น้ำผลไม้คั้นสดเจือจาง หรือนมจืด นมแม่ (สำหรับเด็กเล็ก) การจิบน้ำหรือนมทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง ดีกว่าการบังคับให้ดื่มทีเดียวหมดขวดแล้วอาเจียนออกมา
ปรับอุณหภูมิอาหารให้เหมาะกับอาการเจ็บป่วย
เด็กที่มีอาการเจ็บคอจากทอนซิลอักเสบหรือไข้หวัด มักจะปฏิเสธอาหารร้อนๆ ลองเปลี่ยนมาให้อาหารที่มีอุณหภูมิห้องหรือค่อนไปทางเย็น เช่น ไอศกรีมโฮมเมดรสผลไม้โยเกิร์ต โยเกิร์ตแช่เย็น หรือพุดดิ้งนิ่มๆ ความเย็นจะช่วยลดอาการอักเสบและชาบริเวณลำคอ ทำให้ลูกยอมกลืนได้ง่ายขึ้น
อย่ากดดันหรือบังคับจนกลายเป็นสงครามบนโต๊ะอาหาร
ความเครียดของพ่อแม่ส่งผลโดยตรงต่อลูก ถ้าเราดุ บังคับ หรือป้อนด้วยอารมณ์ ลูกจะยิ่งฝังใจและต่อต้านการกินหนักขึ้นไปอีก ให้ใช้วิธีวางอาหารไว้ใกล้ตัว ปล่อยให้เขากินตามความต้องการทีละนิดทีละหน่อย ดีกว่าการบังคับให้กินจนหมดจานแล้วลงเอยด้วยการอาเจียนออกมาหมด
สัญญาณแบบไหนที่แปลว่าอาการเริ่มวิกฤตและต้องพาไปโรงพยาบาล
บางครั้งการปฏิเสธอาหารและนมอาจไม่ใช่แค่เรื่องงอแงธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าโรคที่เป็นอยู่นั้นรุนแรงขึ้น หรือร่างกายเข้าสู่ภาวะขาดน้ำขั้นรุนแรงที่ต้องได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ
คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันทีหากพบอาการเหล่านี้ร่วมด้วย:
- ลูกปฏิเสธการดื่มน้ำหรือนมอย่างสิ้นเชิงติดต่อกันนานเกิน 8 ชั่วโมง
- มีอาการอาเจียนพุ่งทุกครั้งที่พยายามป้อนน้ำหรืออาหาร
- ซึมมาก ปลุกตื่นยาก หายใจหอบเหนื่อย หรือมีอาการชัก
- ไข้สูงลอยต่อเนื่องหลายวันและกินยาลดไข้แล้วไม่ยอมลง
การดูแลเด็กป่วยที่ไม่ยอมกินข้าวเป็นบททดสอบความอดทนครั้งใหญ่ของคนเป็นพ่อแม่ครับ ค่อยๆ ประคับประคองลูกไปทีละนิด เน้นการเติมน้ำให้ร่างกายไม่ให้ขาดน้ำเป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องอาหารให้ผ่อนปรนตามสภาพร่างกายของเขา เมื่อไหร่ที่โรคเริ่มทุเลา ความอยากอาหารของลูกก็จะกลับมาเป็นปกติเองครับ