เวลามีอาการป่วยเรื้อรัง หรือกินยาแล้วไข้ไม่ยอมลดสักที หลายคนคงเคยสงสัยว่าทำไมคุณหมอถึงยังไม่ยอมจ่ายยาฆ่าเชื้อให้ทันที หรือทำไมบางครั้งแค่เจาะเลือดอย่างเดียวไม่พอ ถึงต้องมีการเก็บเสมหะ ปัสสาวะ หรือหนองไปตรวจเพิ่มเติม วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังถึงเบื้องหลังการทำงานในห้องปฏิบัติการ ว่ากว่าเราจะรู้ว่าเชื้อโรคตัวไหนเป็นผู้ร้ายตัวจริง มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง
ทำไมแค่ฟังอาการอย่างเดียว ถึงไม่พอสำหรับการรักษาโรคติดเชื้อบางชนิด
อาการไข้ ไอ เจ็บคอ หรือแผลอักเสบ เป็นสัญญาณเตือนเบื้องต้นที่บอกว่าร่างกายกำลังสู้กับอะไรบางอย่าง แต่ปัญหาคือ เชื้อโรคในโลกนี้มีเป็นล้านชนิด ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา ซึ่งหน้าตาและอาการแสดงออกมันดันคล้ายกันไปหมด การจ่ายยาปฏิชีวนะแบบสุ่มสี่สุ่มห้า นอกจากจะไม่หายแล้ว ยังสร้างปัญหาเชื้อดื้อยาตามมาอีกด้วย
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์มีความสำคัญมาก เปรียบเสมือนนักสืบห้องทดลองที่จะช่วยหาหลักฐานมัดตัวเจ้าเชื้อโรคตัวต้นเหตุ เพื่อให้หมอสามารถเลือกใช้ยาฆ่าเชื้อได้ตรงจุดและหายป่วยได้เร็วที่สุด
ขั้นตอนการตรวจหาเชื้อโรคในห้องปฏิบัติการ เริ่มต้นอย่างไร
เมื่อหมอส่งสิ่งส่งตรวจ ไม่ว่าจะเป็นเลือด ปัสสาวะ เสมหะ หรือสารคัดหลั่งต่างๆ ไปที่ห้องแล็บ นักเทคนิคการแพทย์จะมีกระบวนการตรวจวิเคราะห์หลักๆ เพื่อหาเบาะแสของโรค ดังนี้
การตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์
ขั้นตอนนี้เหมือนการส่องกล้องหาตัวผู้ต้องสงสัยเบื้องต้น เราจะนำตัวอย่างมาป้ายบนสไลด์ ย้อมสีตามชนิดของแบคทีเรีย แล้วส่องดูรูปร่าง หน้าตา และการจับตัวของเชื้อโรคใต้กล้องจุลทรรศน์ ทำให้รู้คร่าวๆ ว่าน่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรียกลุ่มไหน
การเพาะเชื้อเพื่อหาตัวการที่แท้จริง
การเพาะเชื้อคือการนำสิ่งส่งตรวจไปป้ายลงบนอาหารเลี้ยงเชื้อ แล้วนำไปบ่มไว้ในตู้ควบคุมอุณหภูมิเหมือนจำลองสภาวะในร่างกายมนุษย์ เพื่อให้เจ้าเชื้อโรค (ถ้ามี) มันโตขึ้นมาจนมองเห็นเป็นกลุ่มก้อนชัดเจน ขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะเชื้อโรคแต่ละตัวโตช้าเร็วไม่เท่ากัน
หน้าตาของผลตรวจเพาะเชื้อบอกอะไรเราบ้าง
เมื่อเชื้อโรคเจริญเติบโตจนเห็นเป็นโคโลนีในจานเพาะเชื้อแล้ว นักเทคนิคการแพทย์จะนำมาจำแนกชนิดว่าเป็นแบคทีเรียสายพันธุ์อะไร และที่สำคัญที่สุดคือ การทดสอบความไวของเชื้อต่อยาปฏิชีวนะ
ในรายงานผลแล็บมักจะแสดงชื่อยาฆ่าเชื้อหลายๆ ตัว พร้อมกับสัญลักษณ์บอกความไว เช่น เชื้อมีความไวต่อยาตัวนี้ (แปลว่ายาฆ่าเชื้อตัวนี้ใช้ได้ผลดี) หรือเชื้อดื้อยาตัวนี้แล้ว (แปลว่าห้ามใช้ยานี้เด็ดขาดเพราะจะรักษาไม่หาย)
การเลือกใช้แนวทางการตรวจวินิจฉัยที่เหมาะสมกับอาการของคนไข้
ไม่ใช่ว่าทุกคนที่มาหาหมอจะต้องถูกส่งตรวจเพาะเชื้อไปเสียหมด หมอจะพิจารณาจากความรุนแรงของโรค ระยะเวลาที่เป็น และประวัติการได้รับยามาก่อนหน้านี้
- การติดเชื้อที่ไม่รุนแรง: เช่น คออักเสบจากไวรัสทั่วไป ส่วนใหญ่หายเองได้ ไม่จำเป็นต้องเพาะเชื้อ
- การติดเชื้อเรื้อรังหรือดื้อยา: เช่น แผลเรื้อรัง ทางเดินปัสสาวะอักเสบซ้ำซาก หรือปอดอักเสบรุนแรง จำเป็นต้องเก็บตัวอย่างไปเพาะเชื้อเพื่อหาทางรักษาที่ถูกต้อง
- ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง: กลุ่มนี้ต้องระวังเป็นพิเศษ หากมีไข้หรือสงสัยการติดเชื้อ จะต้องรีบตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดทันที
ระยะเวลารอผลตรวจและการปฏิบัติตัวระหว่างรอ
คำถามยอดฮิตคือทำไมผลแล็บเพาะเชื้อถึงต้องรอนานหลายวัน ความจริงคือเชื้อโรคบางตัวเติบโตช้ามาก เช่น เชื้อวัณโรคอาจต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์
ระหว่างที่รอผลตรวจ หากอาการไม่รุนแรง หมออาจให้รอดูอาการหรือให้ยาบรรเทาตามอาการ แต่ถ้าเป็นโรคที่ต้องรีบรักษา หมอจะประเมินให้ยาปฏิชีวนะแบบครอบคลุมไปก่อน แล้วค่อยปรับเปลี่ยนยาให้ตรงกับผลเพาะเชื้อที่แน่นอนในภายหลัง ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการกินยาตามที่หมอสั่งอย่างเคร่งครัดและมาพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามผลเสมอ