เวลาที่คนไข้มาปรึกษาเรื่องขับถ่ายผิดปกติ หลายคนมักจะนึกถึงแค่อาการท้องผูกกินน้ำน้อยหรือกินผักน้อย แต่ในฐานะหมอ มีบางเคสที่อาการท้องผูกหรือการขับถ่ายที่เปลี่ยนไปนั้นซ่อนภาวะที่อันตรายกว่านั้นมาก นั่นคือภาวะทางเดินอาหารอุดตันที่ส่งผลต่อระบบย่อยและการขับถ่ายโดยตรง ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้ ภาวะทางเดินอาหารอุดตันที่ส่งผลต่อร่างกายอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องผ่าตัดฉุกเฉินได้เลยครับ
ลำไส้ทำงานอย่างไร ทำไมของเสียถึงติดค้างอยู่ข้างใน
ตามปกติแล้ว อาหารที่เรากินเข้าไปจะเดินทางผ่านกระเพาะอาหารและลำไส้ ซึ่งมีความยาวหลายเมตร ลำไส้จะทำหน้าที่ดูดซึมน้ำและสารอาหาร พร้อมกับบีบตัวเพื่อขับกากอาหารออกEมาเป็นอุจจาระ แต่ถ้าวันไหนมีอะไรมาขวางทางเดิน ไม่ว่าจะเป็นก้อนเนื้องอก ติ่งเนื้อ แผลตีบตัน หรือแม้แต่อุจจาระที่แข็งอัดแน่นจนเป็นก้อนหิน กระบวนการบีบตัวนี้จะสะดุดลง อาหารและของเสียที่ควรจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้ากลับติดค้างอยู่ข้างใน ทำให้เกิดแรงดันและอาการปวดท้องตามมา
เมื่อระบบพัง: อาการแบบไหนที่ฟ้องว่าทางเดินอาหารกำลังถูกปิดกั้น
อาการเตือนของเรื่องนี้ไม่ได้มาแบบเงียบๆ ครับ ร่างกายมักจะมีสัญญาณส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือค่อนข้างชัดเจน โดยอาการหลักๆ ที่หมอมักจะเจอในคนไข้กลุ่มนี้ประกอบด้วย
- ท้องผูกสลับท้องเสียรุนแรง: อยู่ๆ ก็ถ่ายไม่ออกเลยหลายวัน พอถ่ายได้ก็เป็นน้ำพุ่ง หรือมีลักษณะเป็นก้อนเล็กๆ แบบขี้แพะ >
- ปวดท้องบิดเป็นพักๆ: อาการปวดจะมาเป็นระลอก เหมือนลำไส้พยายามบีบตัวสู้กับสิ่งกีดขวาง >
- ท้องอืดแน่นและพุงป่อง: รู้สึกเหมือนมีลมในท้องเยอะมาก ผายลมไม่ออก เรอไม่ออก และรู้สึกอึดอัดตลอดเวลา >
- คลื่นไส้และอาเจียน: ยิ่งถ้าเป็นการอุดตันในลำไส้ส่วนบน อาหารที่กินเข้าไปจะไม่มีทางไปต่อ ทำให้ต้องอาเจียนออกมาเป็นอาหารเก่าหรือน้ำย่อย
สีของอุจจาระที่เปลี่ยนไป: เบาะแสสำคัญที่ซ่อนอยู่ข้างใน
นอกจากการขับถ่ายจะสะดุดแล้ว สิ่งที่คนไข้หลายคนมองข้ามคือเรื่องของสีอุจจาระ ซึ่งหมออยากให้ลองสังเกตให้ดีเวลากลับมาจากห้องน้ำ เพราะสีของอุจจาระสามารถบอกตำแหน่งที่มีปัญหาได้ค่อนข้างแม่นยำ
อุจจาระสีดำเข้มคล้ายยางมะตอย
ถ้าทางเดินอาหารส่วนต้น เช่น กระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้นเกิดการอุดตันร่วมกับมีเลือดออก เลือดตัวนี้จะทำปฏิกิริยากับน้ำย่อย ทำให้เวลาขับถ่ายออกมาอุจจาระจะกลายเป็นสีดำปี๋และมีกลิ่นเหม็นคาวรุนแรงมาก ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าต้องรีบส่องกล้องด่วน
อุจจาระมีเลือดสดปนหรือเคลือบอยู่
หากการอุดตันนั้นเกิดจากก้อนเนื้อหรือแผลในลำไส้ใหญ่ส่วนปลายหรือทวารหนัก เวลาที่ก้อนอุจจาระถูกดันผ่านจุดที่มีปัญหา จะไปเสียดสีทำให้มีเลือดสีแดงสดติดออกมากับอุจจาระ หรือหยดลงในโถชักโครก
อุจจาระสีซีดขาวผิดปกติ
ในกรณีที่ทางเดินอาหารส่วนต้นหรือท่อน้ำดีถูกกดทับจนอุดตัน ส่งผลให้ไม่สามารถขับน้ำดีออกมาผสมกับอุจจาระได้ อุจจาระที่ออกมาจะมีสีซีดเหมือนดินน้ำมันหรือสีขาว ซึ่งเป็นอาการที่อันตรายและต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ทันที
ความเข้าใจผิดยอดฮิตที่ทำให้คนไข้มาหาหมอช้าเกินไป
คนส่วนใหญ่เวลามีอาการท้องผูกหรือขับถ่ายผิดปกติ มักจะเลือกไปซื้อยาระบายมากินเอง หรือคิดว่าแค่กินมะละกอ ดื่มน้ำเยอะๆ แล้วเดี๋ยวก็หาย ซึ่งวิธีนี้ใช้ได้ผลกับอาการท้องผูกทั่วไปครับ แต่ถ้าร่างกายมีภาวะทางเดินอาหารอุดตันที่ส่งผลจากก้อนเนื้อหรือพังผืด การกินยาระบายเข้าไปยิ่งทำให้ลำไส้พยายามบีบตัวหนักขึ้นท่ามกลางทางที่ถูกปิดกั้น ซึ่งอาจทำให้ลำไส้ทะลุและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
อาการแบบไหนที่ปล่อยไว้ไม่ได้ ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
ถ้าคุณหรือคนในครอบครัวมีอาการขับถ่ายเปลี่ยนไปจากเดิมร่วมกับอาการเหล่านี้ อย่ารอดูอาการเองที่บ้านเด็ดขาดครับ ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจเอกซเรย์หรือส่องกล้องทันที
- ปวดท้องรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนทนไม่ไหว >
- ท้องแข็งกดเจ็บ และไม่สามารถผายลมหรือถ่ายอุจจาระได้เลยเกิน 48 ชั่วโมง >
- อาเจียน1ไม่หยุด กินอะไรเข้าไปก็พุ่งออกหมด >
- มีไข้ร่วมกับหน้ามืด วิงเวียนคล้ายจะเป็นลม >
จำไว้เสมอว่าระบบขับถ่ายคือกระจกสะท้อนสุขภาพภายในของเราครับ ถ้าสังเกตเห็นความผิดปกติที่ยืดเยื้อ ไม่ควรนิ่งนอนใจหรือซื้อยาแก้เอง การตรวจพบสาเหตุตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยให้การรักษาเรื่องทางเดินอาหารอุดตันเป็นเรื่องง่ายและปลอดภัยกว่าเดิมเยอะมากครับ