ลูกไม่สบายกลางดึก: ความกังวลใจที่สุดของคนเป็นพ่อแม่
เวลาลูกตัวร้อนหรือร้องไห้งอแงตอนดึกๆ เชื่อว่าหัวใจคนเป็นพ่อแม่คงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม นั่งเฝ้าไข้เช็ดตัวกันทั้งคืนด้วยความกังวลว่าตกลงอาการลูกเราตอนนี้มันแค่ไข้หวัดธรรมดา หรือกำลังมีอะไรร้ายแรงซ่อนอยู่หรือเปล่า เพราะเด็กเล็กยังบอกความรู้สึกตัวเองไม่ได้ว่าเจ็บตรงไหน ปวดมากแค่ไหน หน้าที่การประเมินอาการจึงตกอยู่ที่พวกเราผู้ใหญ่นี่แหละ
ในฐานะหมอเด็กที่เจอคุณพ่อคุณแม่พามาส่งห้องฉุกเฉินบ่อยๆ สิ่งหนึ่งที่ผมมักจะบอกเสมอคือ สัญชาตญาณของคนเป็นแม่เป็นพ่อแม่นแม่นยำที่สุดเสมอ ถ้าเรารู้สึกว่าลูกแปลกไปจากเดิม ซึมลง หรือดูไม่เหมือนทุกวันที่เคยเป็น นั่นคือสัญญาณเตือนภัยแรกแล้ว วันนี้ผมเลยขอรวบรวมเกณฑ์สำคัญที่ชัดเจนว่า อาการแบบไหนที่ไม่ควรปล่อยไว้บ้านอีกต่อไป และข้อบ่งชี้ในการนำเด็กส่งโรงพยาบาลทันทีมีอะไรบ้าง เพื่อให้เราตัดสินใจพาเจ้าตัวเล็กไปหาหมอได้ทันเวลาครับ
หายใจเร็วจนซี่โครงบุ๋ม: สัญญาณเตือนภัยทางเดินหายใจที่ต้องรีบพาไปหาหมอ
เรื่องการหายใจคือสิ่งแรกที่หมออยากให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตเวลาลูกไม่สบาย โดยเฉพาะเด็กที่เป็นหวัด หลอดลมอักเสบ หรือปอดบวม หากลูกมีอาการหายใจเร็วกว่าปกติ หายใจแรงจนอกบุ๋ม ท้องกระเพื่อม หรือเวลาหายใจมีเสียงครืดคราดดังผิดปกติ นั่นแปลว่าปอดและทางเดินหายใจกำลังทำงานหนักมากเกินไปแล้ว
ยิ่งถ้าสังเกตเห็นริมฝีปาก เล็บมือ หรือผิวหนังรอบปากมีสีคล้ำออกเขียวๆ (Cyanosis) แปลว่าร่างกายเริ่มได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ กรณีแบบนี้ไม่ต้องรอให้ถึงเช้าครับ ต้องรีบแพ็คกระเป๋าพาพุ่งตรงไปห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลใกล้บ้านทันที เพราะปล่อยไว้นานอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ชักครั้งแรกในชีวิต หรือไข้สูงปรี๊ดจนตัวเกร็ง
การที่เด็กตัวร้อนจัดแล้วเกิดอาการชัก เป็นอีกหนึ่งสถานการณ์ที่ทำให้คนเป็นพ่อแม่ตกใจที่สุด อาการชักจากไข้สูงมักจะทำให้เด็กเกร็ง ตาค้าง หรือกระตุกตามแขนขา ซึ่งถ้าลูกเพิ่งเคยชักเป็นครั้งแรกในชีวิต ไม่ว่าไข้จะลดลงเองแล้วหรือไม่ก็ตาม นี่คือข้อบ่งชี้ในการนำเด็กส่งโรงพยาบาลทันที เพื่อให้คุณหมอตรวจหาสสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากไข้สูงธรรมดา หรือมีโรคทางสมองอื่นๆ เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบร่วมด้วยหรือเปล่า
นอกจากนี้ หากเด็กมีไข้สูงมากโดยเฉพาะในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 เดือน แม้จะยังไม่ชัก แต่ถ้าไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส ก็ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาดครับ ควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจละเอียดทันที เพราะภูมิคุ้มกันของเด็กวัยนี้ยังน้อยมาก เชื้อโรคอาจลุกลามเข้ากระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว
ซึมจนปลุกไม่ตื่น อาเจียนพุ่ง หรือขาดน้ำรุนแรง
เวลาเด็กป่วยแล้วนอนหลับเยอะกว่าปกติอาจเป็นเรื่องธรรมดาเพราะร่างกายต้องการพักผ่อน แต่ถ้าลูกซึมมาก เรียกชื่อแล้วไม่ค่อยตอบสนอง ปลุกตื่นยาก แววตาเหม่อลอย หรือร้องกวนแบบไม่มีแรง อันนี้คือสัญญาณอันตรายของภาวะทางสมองหรือภาวะช็อกที่ต้องระวังขั้นสุด
อีกหนึ่งอาการที่มาคู่กันคือ อาเจียนพุ่งทุกครั้งที่กินอะไรเข้าไป หรือท้องเสียถ่ายเหลวเป็นน้ำจำนวนมากติดต่อกันหลายครั้ง จนเด็กเริ่มมีอาการขาดน้ำ เช่น ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้ง กระหม่อมยุ๋มลงไป (ในเด็กทารก) และไม่ได้ปัสสาวะเลยนานเกิน 6 ชั่วโมง หากเห็นลูกเริ่มซึมและปากแห้งขนาดนี้ รีบพาไปให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาลด่วนเลยครับ
เจ็บป่วยจากอุบัติเหตุรุนแรง หรือกินสารพิษเข้าไป
นอกจากเรื่องโรคภัยไข้เจ็บแล้ว อุบัติเหตุในเด็กก็เป็นอีกเรื่องที่ยอมไม่ได้ หากลูกพลัดตกจากที่สูงหัวฟาดพื้น มีอาการอาเจียนพุ่ง ซึมลง ชักเกร็ง หรือมีเลือดไหลออกจากหูและจมูก ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอสังเกตอาการที่บ้าน
รวมถึงกรณีที่เด็กเผลอกินสิ่งแปลกปลอม ของมีคม เม็ดแม่เหล็ก หรือสารเคมี น้ำยาล้างห้องน้ำ ย่าฆ่าแมลงต่างๆ แม้ลูกจะยังดูปกติดี ไม่มีอาการอะไรแสดงออกมาในตอนนั้น ก็ห้ามชะล่าใจเด็ดขาดครับ รีบหยิบขวดผลิตภัณฑ์หรือตัวอย่างสิ่งที่กินเข้าไปใส่ถุง แล้วพาลูกส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดเพื่อให้แพทย์ล้างท้องหรือประเมินความปลอดภัย
ความปลอดภัยของลูกต้องมาก่อนเสมอ
การดูแลเด็กป่วยเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเหนื่อยล้าสำหรับคนเป็นพ่อแม่มากครับ แต่อยากให้จำหลักการง่ายๆ ไว้ว่า ถ้าเราลังเลระหว่างคำว่า "ควรไปหาหมอตอนนี้เลยดีไหม" กับ "รอดูอาการก่อนดีกว่าพรุ่งนี้เช้าค่อยไป" ให้เลือกทางแรกเสมอครับ การพามาโรงพยาบาลแล้วพบว่าเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย อย่างน้อยเราก็ได้ความสบายใจกลับไป แต่ถ้ามีอาการหนักจริงๆ การมาถึงมือหมอได้เร็วย่อมช่วยชีวิตลูกรักของเราไว้ได้อย่างแน่นอนครับ