นั่งเบ่งจนเหนื่อย เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเรากันแน่?
เวลาที่เดินเข้ามาปรึกษาในห้องตรวจ เรื่องหนึ่งที่คนไข้หลายคนมักจะเล่าให้ฟังด้วยสีหน้าเคร่งเครียดคือปัญหาการเข้าห้องน้ำแต่ละครั้งที่เหมือนต้องออกรบ นั่งนานเป็นชั่วโมงแต่ก็ยังไม่ยอมออกมาสักที จนทำให้เกิดความหงุดหงิด แน่นท้อง และพาลให้อารมณ์เสียไปทั้งวัน ภาวะท้องผูกหรือมีปัญหาในการขับถ่าย ไม่ได้เป็นแค่อาการน่ารำคาญใจชั่วคราวเท่านั้น แต่มันคือสัญญาณเตือนจากลำไส้ที่กำลังบอกเราว่ามีบางอย่างผิดปกติในระบบย่อยอาหารและการใช้ชีวิตประจำวัน
ในทางการแพทย์ เราไม่ได้มองแค่ว่ากี่วันถึงเรียกว่าท้องผูก แต่เรามองที่ความยากลำบากในการขับถ่าย ลักษณะของอุจจาระที่แข็งเป็นเม็ดกระสุน และความรู้สึกถ่ายไม่สุด แม้ว่าคุณจะเข้าห้องน้ำทุกวันก็ตาม หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นติดต่อกันเป็นประจำ ก็ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมาทำความเข้าใจและหาทางแก้ไขอย่างจริงจัง
ทำไมอยู่ดีๆ ลำไส้ถึงเกียจคร้านและหยุดทำงาน?
กว่าอาหารที่เรากินเข้าไปจะกลายเป็นกากอาหารและถูกขับออกมาเป็นอุจจาระ ต้องเดินทางผ่านระบบทางเดินอาหารที่ยาวเหยียด หากกระบวนการใดกระบวนการหนึ่งสะดุด ปัญหาการขับถ่ายก็จะตามมาทันที สาเหตุหลักๆ ที่หมอมักจะพบได้บ่อยในคนไข้ มีดังนี้ครับ
- ดื่มน้ำน้อยเกินไป: ลำไส้ใหญ่มีหน้าที่ดูดน้ำกลับเข้าร่างกาย ถ้าเราดื่มน้ำไม่พอ ลำไส้ก็จะดูดน้ำจากกากอาหารออกจนหมด ทำให้อุจจาระแห้ง แข็ง และเคลื่อนตัวยาก
- ขาดใยอาหาร: ผัก ผลไม้ และธัญพืช คือไม้กวาดชั้นดีของลำไส้ การกินแต่อหารแปรรูปหรือเนื้อสัตว์ ทำให้ไม่มีกากใยมาช่วยเพิ่มมวลให้อุจจาระ
- พฤติกรรมอั้นอุจจาระ: ไม่ว่าจะเป็นเพราะความรีบเร่งในตอนเช้า หรือไม่อยากเข้าห้องน้ำนอกบ้าน การฝืนธรรมชาติบ่อยๆ จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นชินกับการอั้น และความรู้สึกอยากถ่ายจะหายไป
- ความเครียดและฮอร์โมน: ลำไส้ของเรามีระบบประสาทของตัวเองที่ชื่อว่า Enteric Nervous System เมื่อเราเครียด สมองและลำไส้จะสื่อสารกัน ทำให้การบีบตัวของลำไส้รวนไปหมด
วิธีปรับพฤติกรรมง่ายๆ ที่ช่วยให้ลำไส้กลับมาทำงานได้เองตามธรรมชาติ
ก่อนที่จะพึ่งพายาถ่าย การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันคือหัวใจสำคัญที่สุดที่จะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนและปลอดภัยต่อสุขภาพในระยะยาว
ปลุกความสด and เติมน้ำให้ร่างกายตั้งแต่ตื่นนอน
ทันทีที่คุณตื่นนอนตอนเช้า ลองดื่มน้ำอุ่นสักหนึ่งหรือสองแก้วทันที น้ำอุ่นจะช่วยกระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่ให้เริ่มบีบตัว (Gastrocolic reflex) ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติที่ช่วยให้เราอยากเข้าห้องน้ำหลังตื่นนอนได้ดีมาก
เลือกกินอาหารที่มีกากใยสูงอย่างฉลาด
เพิ่มผักใบเขียว ธัญพืชไม่ขัดสี และผลไม้ที่มีกากใยสูง เช่น มะละกอสุก แก้วมังกร หรือลูกพรุน อาหารเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มมวลให้อุจจาระ แต่ยังเป็นอาหารชั้นดีให้กับแบคทีเรียตัวดีในลำไส้ด้วย
จัดท่าทางตอนนั่งห้องน้ำให้ถูกต้อง
การนั่งชักโครกแบบปกติอาจทำให้ลำไส้คดงอและต้องออกแรงเบ่งมาก ลองหาเก้าอี้เตี้ยๆ มาMวางใต้เท้า เพื่อยกเข่าให้สูงขึ้น ท่านอนยองจำลองนี้จะช่วยให้ลำไส้ตรงและอุจจาระไหลออกมาได้ง่ายขึ้นโดยแทบไม่ต้องออกแรงเบ่งเลย
ยาระบายตัวช่วยยามจำเป็น: ใช้ให้ถูกวิธีปลอดภัยกว่า
สำหรับบางคนที่ลองปรับพฤติกรรมแล้วยังไม่ดีขึ้น การใช้ยาระบายอาจมีความจำเป็น แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง ยาระบายมีหลายประเภท เช่น กลุ่มที่เพิ่มกากใย กลุ่มที่ดึงน้ำเข้าสู่ลำไส้ และกลุ่มที่กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้
ข้อควรระวังที่สำคัญคือ ห้ามซื้อยาระบายกลุ่มกระตุ้นกินติดต่อกันเป็นเวลานานโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ลำไส้เกิดความเคยชิน ถ้าไม่กินยา ลำไส้จะไม่ยอมทำงานเอง และอาจดื้อยาจนต้องเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนใช้ยา
สัญญาณเตือนแบบไหนที่ควรมาพบแพทย์โดยเร็ว?
แม้ว่าปัญหาการขับถ่ายส่วนใหญ่จะมาจากพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต แต่บางครั้งอาการท้องผูกก็อาจเป็นเงาสะท้อนของโรคที่ซ่อนอยู่ เช่น เนื้องอกในลำไส้ใหญ่ หรือภาวะลำไส้อุดตัน หากคุณมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรรีบมาตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดครับ
- มีเลือดปนออกมากับอุจจาระ หรืออุจจาระมีสีดำสนิทเหมือนยางมะตอย
- น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ควบคุมอาหาร
- มีอาการปวดท้องน้อยแบบบีบเกร็งรุนแรง หรือท้องอืดแน่นตลอดเวลา
- อายุเกิน 50 ปีแล้วเพิ่งเริ่มมีอาการท้องผูกใหม่อย่างชัดเจน
- สลับระหว่างท้องผูกและท้องเสียติดต่อกันเป็นเวลานาน