ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

หมอเคยเจอคนไข้ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาปรึกษาในห้องตรวจด้วยสีหน้ากังวลใจอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่แฟนสาวของเขาตรวจพบเซลล์ผิดปกติที่ปากมดลูก คำถามแรกที่เขาถามหมอคือ "ผมเป็นผู้ชาย ผมจะติดเชื้อนี้ด้วยไหม แล้วมันจะทำร้ายร่างกายผมจนกลายเป็นมะเร็งหรือเปล่า" เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า หลายคนยังเข้าใจว่าไวรัส HPV เป็นเรื่องเฉพาะของผู้หญิงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ไวรัสชนิดนี้เป็นตัวการร่วมที่ก่อให้เกิดโรคร้ายแรงอย่าง มะเร็งปากมดลูกและมะเร็งช่องทวารหนัก ได้ในทุกเพศโดยที่เราไม่รู้ตัว

ทำความรู้จักไวรัสตัวร้าย HPV ต้นเหตุของโรคที่คาดไม่ถึง

เชื้อไวรัสเอชพีวี หรือ Human Papillomavirus เป็นไวรัสที่ติดต่อกันได้ง่ายมากผ่านการสัมผัสผิวหนังต่อผิวหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือแม้แต่การใช้ปาก ไวรัสชนิดนี้มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ แต่กลุ่มที่น่ากลัวที่สุดคือกลุ่มสายพันธุ์ความเสี่ยงสูง เช่น สายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงเซลล์ปกติให้กลายเป็นเซลล์มะเร็ง

สิ่งที่น่ากลัวคือ คนส่วนใหญ่ที่ได้รับเชื้อนี้เข้าไปจะไม่มีอาการแสดงใดๆ เลย ร่างกายอาจกำจัดเชื้อออกไปได้เอง แต่สำหรับบางคนที่ไม่สามารถกำจัดเชื้อได้ เชื้อจะแฝงตัวอยู่เงียบๆ เป็นเวลาหลายปี คอยทำลายเซลล์อย่างช้าๆ จนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด

ไม่ใช่แค่ผู้หญิง: ทำไมไวรัสตัวนี้ถึงทำให้เกิดมะเร็งได้ทั้งสองจุด?

หมอมักได้รับคำถามบ่อยๆ ว่า ทำไมไวรัสตัวเดียวกันถึงทำลายร่างกายได้ทั้งปากมดลูกและช่องทวารหนัก คำตอบอยู่ที่ลักษณะทางกายวิภาคของทั้งสองบริเวณนี้ที่มีเนื้อเยื่อบุผิวประเภทเดียวกันที่เรียกว่า Transformation Zone ซึ่งเป็นจุดที่เซลล์เยื่อบุผิวสองชนิดมาบรรจบกัน เซลล์บริเวณนี้มีความบอบบางและไวต่อการเกาะติดของไวรัส HPV เป็นพิเศษ

กลไกการจู่โจมของเชื้อไวรัสที่ปากมดลูก

เมื่อเชื้อไวรัส HPV เข้าสู่ร่างกายผ่านรอยถลอกเล็กๆ บริเวณปากมดลูก มันจะเข้าไปฝังตัวอยู่ในนิวเคลียสของเซลล์ปากมดลูก และเริ่มผลิตโปรตีนที่เข้าไปขัดขวางการทำงานของยีนควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ ทำให้เซลล์แบ่งตัวอย่างผิดปกติและไม่ยอมตายตามธรรมชาติ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการตรวจรักษา เซลล์เหล่านี้จะพัฒนาไปเป็นมะเร็งปากมดลูกในระยะเวลา 10-15 ปี

จากเพศสัมพันธ์สู่มะเร็งช่องทวารหนัก เรื่องจริงที่ต้องระวัง

สำหรับมะเร็งช่องทวารหนัก กลไกการเกิดโรคก็คล้ายคลึงกันอย่างมาก เชื้อไวรัสจะเข้าไปสะสมและทำลายเซลล์บริเวณทวารหนัก ซึ่งมักเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก แต่นอกเหนือจากนั้น การสัมผัสหรือการปนเปื้อนของสารคัดหลั่งที่มีเชื้อก็สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณนี้ได้เช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ซึ่งสถิติการเกิดโรคนี้กำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

อาการเตือนแบบไหนที่บอกว่าร่างกายกำลังผิดปกติ?

ในระยะแรกเริ่ม ทั้งสองโรคนี้มักไม่มีอาการเตือนใดๆ เลย แต่เมื่อโรคเริ่มลุกลาม ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนที่ต่างกันออกไป ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องคอยสังเกตตัวเองอยู่เสมอ

  • สัญญาณเตือนของมะเร็งปากมดลูก: มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด เช่น เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ เลือดออกกระปริดกระปรอยระหว่างรอบเดือน หรือมีตกขาวปนเลือดและมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ
  • สัญญาณเตือนของมะเร็งช่องทวารหนัก: มีเลือดออกขณะขับถ่ายหรือหลังขับถ่าย ซึ่งคนไข้หลายคนมักสับสนและคิดว่าเป็นเพียงโรคริดสีดวงทวาร นอกจากนี้อาจมีอาการปวดตึงรอบๆ รูทวาร รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้ออุดตัน หรือพฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนไป เช่น อุจจาระก้อนเล็กลงอย่างต่อเนื่อง

ตรวจคัดกรองอย่างไรให้เจอตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนจะสายเกินไป

การตรวจคัดกรองคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยรักษาชีวิตเราไว้ได้ เพราะหากตรวจเจอตั้งแต่ระยะก่อนมะเร็ง เราจะสามารถรักษาให้หายขาดได้ง่ายมาก

สำหรับการป้องกันมะเร็งปากมดลูก หมอแนะนำให้ตรวจภายในร่วมกับการตรวจหาเชื้อ HPV DNA เป็นประจำทุก 3-5 ปี ซึ่งวิธีนี้มีความแม่นยำสูงมาก ส่วนมะเร็งช่องทวารหนัก ในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือกลุ่มชายรักชาย หมอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจคัดกรองเซลล์ผิดปกติในช่องทวารหนัก (Anal Pap Smear) ร่วมด้วย เพื่อค้นหาความผิดปกติในระยะแรกเริ่ม

การป้องกันที่ดีที่สุด: วัคซีนและพฤติกรรมที่ช่วยลดความเสี่ยง

แม้ว่าโรคเหล่านี้น่ากลัว แต่ข่าวดีคือเราสามารถป้องกันได้เกือบทั้งหมดด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV ซึ่งทุกวันนี้วัคซีนชนิด 9 สายพันธุ์สามารถครอบคลุมสายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุหลักของมะเร็งได้เกือบทั้งหมด หมอแนะนำให้ฉีดวัคซีนนี้ได้ตั้งแต่เด็กอายุ 9 ปีขึ้นไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ ทั้งเพศชายและเพศหญิง เพราะประสิทธิภาพของวัคซีนจะดีที่สุดเมื่อฉีดก่อนการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก

นอกจากการฉีดวัคซีนแล้ว การสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ก็เป็นสิ่งสำคัญ แม้จะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อ HPV ได้ทั้งหมดเนื่องจากไม่สามารถครอบคลุมผิวหนังรอบข้างได้ แต่ก็ช่วยลดโอกาสการแพร่กระจายเชื้อได้อย่างมาก รวมถึงการหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ และการงดสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเร่งที่ทำให้ร่างกายกำจัดเชื้อไวรัสได้ยากขึ้น

การดูแลตัวเองและการพาคนที่เรารักไปรับการตรวจคัดกรองและฉีดวัคซีน จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราห่างไกลจากโรคร้ายเหล่านี้ได้อย่างแท้จริง

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down