ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

หลายครั้งที่คนไข้เดินเข้ามาปรึกษาหมอด้วยอาการปวดเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นปวดคอ บ่า ไหล่ หรือปวดหลังส่วนล่าง พอหมอถามว่าไปทำกิจกรรมอะไรรุนแรงมาไหม ไปยกของหนัก หรือล้มกระแทกจากที่ไหนมาบ้าง คำตอบส่วนใหญ่มักจะเป็นเหมือนกันคือ ไม่ได้ทำอะไรเลย อยู่ดีๆ ก็ปวดขึ้นมาเอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ร่างกายของเราไม่ได้จู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาประท้วงด้วยความเจ็บปวด หากแต่เป็นผลลัพธ์จากการสะสมของกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำอยู่ทุกวันจนกลายเป็นการบาดเจ็บเรื้อรังต่างหาก

ทำไมอยู่ดีๆ ถึงปวด? รู้จักกลไก 'บาดเจ็บสะสม' ที่ร่างกายส่งสัญญาณเตือน

เมื่อเราอยู่ในท่าทางที่ไม่ถูกต้อง หรือใช้งานกล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำๆ เป็นเวลานาน ร่างกายจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า การบาดเจ็บระดับเส้นใยกล้ามเนื้อขนาดเล็ก (Microtrauma) ซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และไม่ได้เจ็บปวดรุนแรงทันที แต่เมื่อร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนหรือฟื้นฟูที่เพียงพอ เส้นใยกล้ามเนื้อเหล่านี้จะเริ่มเกิดการอักเสบเรื้อรัง ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมตัวเองด้วยการสร้างพังผืดมาเกาะ ทำให้กล้ามเนื้อตึงตัว ขาดความยืดหยุ่น และเกิดจุดกดเจ็บขึ้น ส่งผลให้เอ็นและข้อต่อรอบๆ ต้องรับแรงกดดันมากกว่าปกติจนกลายเป็นการบาดเจ็บสะสมในที่สุด

เช็กด่วน! พฤติกรรมเสี่ยงในชีวิตประจำวันแบบไหนที่กำลังทำร้ายกล้ามเนื้อทีละนิด

ลองมาสำรวจตัวเองกันว่า ในแต่ละวันเรามี พฤติกรรมเสี่ยงในชีวิตประจำวัน เหล่านี้แฝงอยู่จนทำให้ร่างกายต้องรับภาระหนักเกินไปโดยไม่รู้ตัวหรือไม่

นั่งทำงานท่าเดิมนานๆ: วายร้ายเงียบที่ทำร้ายกระดูกสันหลัง

การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ติดต่อกันหลายชั่วโมงโดยไม่เปลี่ยนท่าทาง ทำให้กล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง บ่า และคอ ต้องเกร็งตัวตลอดเวลาเพื่อพยุงร่างกาย ยิ่งหากจัดโต๊ะทำงานไม่ถูกหลักสรีรศาสตร์ เช่น จอคอมพิวเตอร์อยู่ต่ำเกินไปจนต้องยื่นคอไปข้างหน้า กล้ามเนื้อคอด้านหลังจะต้องทำงานหนักขึ้นหลายเท่าเพื่อดึงศีรษะเอาไว้ นำไปสู่อาการออฟฟิศซินโดรมยอดฮิต

ก้มหน้าเล่นมือถือ: ศีรษะหนักขึ้นหลายเท่าโดยไม่รู้ตัว

โดยปกติแล้วกระดูกคอของเราจะรับน้ำหนักศีรษะประมาณ 5 กิโลกรัม แต่เมื่อเราก้มหน้าลงมองสมาร์ทโฟน ยิ่งองศาของการก้มต่ำลงเท่าไหร่ กล้ามเนื้อคอและบ่าจะต้องรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นตามไปด้วย หากก้มทำมุม 60 องศา คอจะต้องรับน้ำหนักมากถึง 27 กิโลกรัม ซึ่งเป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการกระดูกคอเสื่อมก่อนวัยอันควร

สะพายกระเป๋าหนักข้างเดียว: ร่างกายเสียสมดุลจนโครงสร้างบิดเบี้ยว

หลายคนคุ้นชินกับการสะพายกระเป๋าเป้ข้างเดียว หรือสะพายกระเป๋าถือหนักๆ ไว้ที่บ่าข้างใดข้างหนึ่ง ร่างกายจะพยายามปรับสมดุลโดยการยกไหล่ข้างนั้นขึ้นและเอียงตัวไปอีกฝั่งโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้กล้ามเนื้อบ่าและหลังทั้งสองข้างทำงานไม่เท่ากัน เกิดการตึงเกร็งข้างใดข้างหนึ่งอย่างรุนแรง และอาจส่งผลต่อแนวโครงสร้างกระดูกสันหลังในระยะยาว

ก้มตัวลงหยิบของแทนการย่อเข่า: สาเหตุยอดฮิตของอาการหลังเดาะ

เวลาที่ต้องหยิบของตกพื้นหรือยกของหนักจากพื้น การก้มหลังลงไปตรงๆ โดยไม่งอเข่า จะทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวต้องรับแรงกดทับมหาศาล แรงกดนี้สามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บสะสมที่เส้นใยรอบหมอนรองกระดูก และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทแบบเฉียบพลันได้

วิธีปรับพฤติกรรมง่ายๆ ช่วยปกป้องกล้ามเนื้อและข้อต่อให้แข็งแรงระยะยาว

การแก้ไขการบาดเจ็บสะสมไม่ได้เริ่มที่การกินยาแก้ปวด แต่เริ่มที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมรอบตัวด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้

  • ตั้งเวลาเตือนเพื่อเปลี่ยนท่าทาง: ควรลุกขึ้นยืดเหยียดกล้ามเนื้อหรือเดินไปรอบๆ ทุก 45-50 นาที เพื่อลดความเกร็งตึงและช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น
  • ปรับมุมมองในการเล่นมือถือ: ยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาให้อยู่ในระดับสายตาแทนการก้มหน้าลงไปมอง เพื่อลดภาระการทำงานของกล้ามเนื้อคอ
  • ยึดหลักย่อเข่าเมื่อต้องยกของ: ทุกครั้งที่ต้องยกของจากพื้น ให้ย่อเข่าลง หลังตรง แล้วใช้แรงส่งจากกล้ามเนื้อต้นขาและสะโพกในการดันตัวขึ้นแทนการใช้กล้ามเนื้อหลัง
  • กระจายน้ำหนักสัมภาระ: เปลี่ยนมาใช้เป้สะพายหลังสองข้างเพื่อกระจายน้ำหนักให้สมดุล หรือเคลียร์สิ่งของที่ไม่จำเป็นออกเพื่อลดน้ำหนักกระเป๋าไม่ให้เกิน 10% ของน้ำหนักตัว

สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่า ควรไปพบหมอได้แล้ว ไม่ควรทนต่อ

แม้ว่าอาการปวดเมื่อยทั่วไปจะบรรเทาลงได้ด้วยการปรับพฤติกรรมหรือการพักผ่อน แต่หากมีอาการเตือนเหล่านี้เกิดขึ้น นั่นอาจหมายถึงความเสียหายที่ลึกไปถึงเส้นประสาทหรือข้อต่อ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดจากแพทย์

  • มีอาการปวดร้าวจากคอลงไปที่แขน หรือจากหลังส่วนล่างร้าวลงไปที่สะโพกและขา
  • รู้สึกชาตามปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า หรือกล้ามเนื้อแขนขาเริ่มมีอาการอ่อนแรง หยิบจับของแล้วหลุดมือบ่อยๆ
  • อาการปวดไม่ดีขึ้นเลยแม้ว่าจะพักผ่อนอย่างเต็มที่หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วนานเกิน 2 สัปดาห์

ร่างกายของเราเปรียบเสมือนเครื่องจักรที่ต้องใช้งานทุกวัน การลดพฤติกรรมเสี่ยงเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันตั้งแต่วันนี้ จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความเสื่อมสภาพก่อนวัย และช่วยให้เราขยับร่างกายได้อย่างคล่องตัวโดยไม่มีอาการเจ็บปวดมารบกวนความสุขในชีวิต

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down