ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกขี้กังวล หรือเป็น โรควิตกกังวลในเด็ก กันแน่?

คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักกังวลเมื่อเห็นลูกดูหงุดหงิดง่าย ขี้กลัว หรือดูไม่กล้าทำอะไรใหม่ๆ จนบางครั้งเราอาจเผลอคิดไปว่าลูกแค่เป็นเด็กขี้อาย หรือนิสัยเอาแต่ใจ แต่ในทางการแพทย์ ความกังวลในเด็กเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ตามช่วงวัย เพียงแต่ถ้าความกังวลนั้นรุนแรงจนขัดขวางการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียน หรือความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง นั่นอาจเป็นสัญญาณของ โรควิตกกังวลในเด็ก ที่เราไม่ควรปล่อยผ่าน

สัญญาณเตือนที่พ่อแม่ควรสังเกต

เด็กแต่ละคนแสดงออกไม่เหมือนกัน แต่มีสัญญาณบางอย่างที่บอกว่าความกังวลนั้นกำลังเกินขอบเขตปกติไปแล้ว:

  • ลูกมักบ่นปวดท้อง ปวดหัว หรือคลื่นไส้บ่อยๆ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องไปโรงเรียนหรือเจอสถานการณ์กดดัน ทั้งที่ตรวจร่างกายไม่พบความผิดปกติทางกาย
  • หลับยาก ฝันร้ายบ่อย หรือตื่นมาแล้วรู้สึกไม่สดชื่น
  • ต้องการความมั่นใจจากพ่อแม่ตลอดเวลา ต้องคอยถามซ้ำๆ ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้จะเป็นอะไรไหม
  • หงุดหงิดง่าย ร้องไห้โยเย หรือโมโหรุนแรงเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ทำให้ไม่สบายใจ
  • พยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้กังวล เช่น ไม่อยากไปโรงเรียน ไม่กล้าเล่นกับเพื่อน หรือไม่กล้าลองทำกิจกรรมใหม่ๆ

สาเหตุที่ทำให้เด็กเกิดความวิตกกังวล

โรควิตกกังวลในเด็ก ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่มักเป็นผลรวมของหลายปัจจัย:

  • พันธุกรรม: หากคนในครอบครัวมีประวัติเรื่องวิตกกังวลหรือซึมเศร้า ลูกก็มีโอกาสถ่ายทอดลักษณะนิสัยที่ไวต่อความรู้สึกได้ง่ายขึ้น
  • สภาพแวดล้อม: การเลี้ยงดูที่เคร่งครัดเกินไป การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในครอบครัว เช่น ย้ายบ้าน เปลี่ยนโรงเรียน หรือการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก
  • ประสบการณ์ส่วนตัว: การเคยถูกรังแกที่โรงเรียน หรือสถานการณ์ที่ทำให้เด็กเกิดความกลัวฝังใจ

วิธีช่วยให้ลูกรับมือกับความกังวล

เมื่อรู้ว่าลูกกำลังกังวลใจ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเป็นที่พักพิงที่ปลอดภัย:

รับฟังด้วยใจและไม่ตัดสิน

หยุดคำพูดประเภทที่ว่า ไม่เห็นมีอะไรเลย หรือ อย่ากลัวไปหน่อยเลย เพราะนั่นทำให้เด็กรู้สึกว่าความรู้สึกของเขาไม่มีค่า ลองเปลี่ยนมาเป็นถามว่า เขากำลังรู้สึกอย่างไร และเขากลัวอะไร จะช่วยให้เด็กกล้าเปิดใจมากขึ้น

สอนให้ลูกรู้จักจัดการความกลัว

ฝึกให้ลูกรู้จักหายใจเข้าลึกๆ เมื่อเริ่มรู้สึกตื่นเต้น หรือลองชวนคุยถึงทางออกของปัญหาทีละนิดแทนที่จะให้ลูกเผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัวทันทีโดยไม่มีการเตรียมตัว

การจัดกิจวัตรให้สม่ำเสมอ

เด็กจะรู้สึกมั่นคงที่สุดเมื่อรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง การมีตารางเวลาที่ชัดเจนในแต่ละวันช่วยลดความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นบ่อเกิดสำคัญของความกังวลได้เป็นอย่างดี

เมื่อไหร่ที่ควรพาลูกมาปรึกษาหมอ

หากลองปรับการเลี้ยงดูแล้ว แต่อาการของลูกยังไม่ดีขึ้น หรือมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เช่น ไม่ยอมไปเรียนเลยเป็นเวลานาน มีพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง หรือมีผลกระทบต่อการพัฒนาการและการเข้าสังคมอย่างชัดเจน การพาลูกมาพบจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเป็นทางเลือกที่ถูกต้องและรวดเร็วที่สุด การได้รับการประเมินและช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีจะช่วยให้ลูกกลับมามีความสุขและใช้ชีวิตตามวัยได้อย่างปกติอีกครั้ง

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down