เวลาที่ลูกน้อยตัวร้อนจี๋ขึ้นมากลางดึก เชื่อว่าอกคุณพ่อคุณแม่คงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มด้วยความตกใจและเป็นห่วง ยิ่งในเด็กเล็ก การมีไข้สูงมักทำให้ลูกงอแง ซึมลง หรือนอนไม่หลับ ในฐานะคุณหมอที่ตรวจเด็กๆ มาเยอะ ผมเข้าใจความรู้สึกนี้ดีครับ วันนี้เรามาคุยกันแบบสบายๆ สไตล์หมอเล่าให้ฟัง ว่าเมื่อลูกรักเกิดไข้สูงขึ้นมา เราจะมีวิธีตั้งรับ จัดการ และเช็ดตัวลดไข้ให้ถูกวิธีได้อย่างไรบ้าง เพื่อความปลอดภัยและสบายตัวของเจ้าตัวเล็กครับ
ลูกตัวร้อนแค่ไหนถึงเรียกว่ามีไข้ และทำไมถึงตัวร้อน?
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ไข้ไม่ใช่โรค แต่เป็นกลไกการต่อสู้ของร่างกายเด็กเมื่อเผชิญกับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม สมองส่วนกลางสั่งให้ร่างกายเพิ่มอุณหภูมิขึ้นเพื่อกำจัดเชื้อโรค ดังนั้น การมีไข้จึงไม่ได้น่ากลัวเสมอไป แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าภูมิต้านทานกำลังทำงานอยู่
เราจะวัดไข้ที่แน่นอนที่สุดด้วยปรอทวัดไข้ครับ โดยในทารก:
- อุณหภูมิปกติ: อยู่ที่ประมาณ 36.5 ถึง 37.5 องศาเซลเซียส
- เริ่มมีไข้: เมื่อวัดทางรักแร้ได้ตั้งแต่ 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป (หรือวัดทางหู ทางทวารหนัก จะสูงกว่านี้เล็กน้อย)
หากลูกมีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป ถือว่าเป็นไข้สูงที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะอาจทำให้ลูกไม่สบายตัวมาก หรือในเด็กบางคนอาจมีอาการชักจากไข้สูงได้ครับ
ศิลปะการเช็ดตัวลดไข้: ทำอย่างไรให้ลูกสบายตัวที่สุด?
การเช็ดตัวเป็นวิธีลดความร้อนระบายออกจากร่างกายที่ดีมากๆ ร่วมกับการให้ยาลดไข้ หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องใช้น้ำเย็นจัดเพื่อให้ไข้ลดเร็วๆ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดนะครับ เพราะน้ำเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ความร้อนระบายออกไม่ได้แถมยังทำให้เด็กหนาวสั่นและไข้สูงขึ้นไปอีก
มาดูวิธีเช็ดตัวที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์กันครับ:
- เตรียมน้ำ: ใช้น้ำอุ่นผสมน้ำธรรมดา (น้ำก๊อกปกติ ไม่ใช่น้ำอุ่นจัด) ลองใช้ข้อศอกจุ่มดูให้อุ่นสบาย
- อุปกรณ์: เตรียมผ้าขนหนูผืนเล็กๆ 2 ผืนสำหรับชุบและบิดหมาด
- ขั้นตอนการเช็ด: ถอดเสื้อผ้าลูกออก เริ่มเช็ดจากใบหน้า ลำคอ หน้าอก หน้าท้อง แขน และขา โดยใช้ผ้าลูบเข้าหาหัวใจ (ลูบขึ้น) เพื่อช่วยการไหลเวียนของเลือด และเน้นบริเวณข้อพับ รักแร้ ขาหนีบ ซึ่งมีเส้นเลือดใหญ่ผ่าน
- ระยะเวลา: เช็ดนานประมาณ 10 ถึง 15 นาที จากนั้นซับตัวให้แห้งแล้วสวมเสื้อผ้าบางๆ ที่ระบายความร้อนได้ดี
การใช้ยาลดไข้พาราเซตามอลและข้อควรระวัง
เมื่อลูกมีไข้สูงร่วมกับอาการซึมหรือไม่สบายตัว การใช้ยาลดไข้ช่วยบรรเทาได้ครับ ยาหลักที่ใช้คือพาราเซตามอลชนิดน้ำเชื่อมสำหรับเด็ก โดยมีหลักการสำคัญดังนี้:
- คำนวณตามน้ำหนักตัว: ขนาดยาต้องคำนวณจากน้ำหนักตัวของลูกตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด ไม่กะปริมาณเองด้วยช้อนชาทั่วไป
- ระยะเวลาห่าง: ให้กินห่างกันอย่างน้อย 4 ถึง 6 ชั่วโมง และให้เฉพาะเวลาที่มีไข้หรือปวดเท่านั้น ไม่ควรกินติดต่อกันนานเกินไปโดยไม่มีความจำเป็น
- ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาด: เพราะอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิตที่เรียกว่า Reye's syndrome
ดูแลลูกน้อยเบื้องต้นที่บ้านระหว่างมีไข้
นอกจากการเช็ดตัวและกินยาแล้ว การดูแลความสบายตัวของลูกเป็นสิ่งสำคัญมากครับ
- เสื้อผ้า: ให้ใส่เสื้อผ้าเนื้อบางเบา โปร่งสบาย ไม่ห่มผ้าหนาจนเกินไป เพื่อเปิดทางให้ความระบายความร้อนออกจากร่างกาย
- ดื่มน้ำบ่อยๆ: หากลูกยังกินนมแม่ ให้เข้าเต้าบ่อยๆ หรือถ้ากินน้ำได้ ให้จิบน้ำอุ่นบ่อยๆ ป้องกันภาวะขาดน้ำ เพราะเด็กไข้สูงจะสูญเสียน้ำเร็วกว่าปกติ
- พักผ่อน: ปล่อยให้ลูกนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ ไม่จำเป็นต้องปลุกมาเช็ดตัวตลอดเวลาหากลูกหลับสบายดี
อาการแบบไหนหลังไข้ขึ้น ที่ต้องรีบพาไปหาคุณหมอทันที?
แม้ว่าไข้ส่วนใหญ่จะหายได้เองเมื่อดูแลตามอาการ แต่มีบางสัญญาณเตือนภัยที่อันตรายและคุณพ่อคุณแม่ต้องรีบพาน้องไปโรงพยาบาลทันที ได้แก่:
- เด็กอายุต่ำกว่า 3 เดือนที่มีไข้สูง (ถือเป็นภาวะเร่งด่วนต้องพบแพทย์ทันที)
- มีอาการชัก เกร็ง กระตุก หรือตาลอย
- ซึมมาก ปลุกตื่นยาก หายใจหอบเหนื่อย หรือหายใจมีเสียงดังผิดปกติ
- อาเจียนพุ่ง ท้องเสียรุนแรง หรือมีผื่นขึ้นตามตัวร่วมด้วย
- ไข้สูงต่อเนื่องเกิน 3 วัน หรือไข้ลดแล้วกลับมาสูงอีกครั้ง
การดูแลลูกน้อยยามป่วยไข้ต้องใช้ทั้งความรัก ความเข้าใจ และความใจเย็นครับ ค่อยๆ สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากกังวลใจตรงไหน ปรึกษาคุณหมอประจำตัวของน้องได้เสมอ ขอให้เจ้าตัวเล็กหายป่วยและกลับมาร่าเริงไวๆ นะครับ