เวลาที่ลูกน้อยตัวร้อนจี๋ ร้องกวน งอแง และนอนไม่หลับ หัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่อย่างเราคงร้อนรumใจตามไปด้วย ยิ่งถ้าจับปรอทแล้วเห็นตัวเลขพุ่งสูงปรี๊ด ยิ่งทำให้ตื่นตระหนกกันใหญ่ วันนี้ผมในฐานะหมอเด็ก อยากมานั่งคุยและเล่าให้ฟังแบบพี่น้องหรือคนในครอบครัว ถึงวิธีรับมือเวลาลูกตัวร้อน และการเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากที่เราต้องทำความเข้าใจเสียใหม่ เพื่อความปลอดภัยของเจ้าตัวเล็กครับ
ทำไมลูกถึงไข้ขึ้นสูง? ทำความเข้าใจกลไกความร้อนในตัวเด็ก
ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่า ไข้ไม่ใช่โรค แต่เป็นกลไกการป้องกันตัวตามธรรมชาติของร่างกายลูก เมื่อเจ้าตัวเล็กได้รับเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นไวรัสหรือแบคทีเรีย สมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิร่างกายจะสั่งให้ความร้อนสูงขึ้น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรค ดังนั้น ไข้จึงเป็นสัญญาณบอกว่าระบบภูมิคุ้มกันกำลังทำงานอยู่ครับ
แต่ในเด็กเล็ก โดยเฉพาะทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ระบบประสาทที่ควบคุมอุณหภูมิยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้บางครั้งอุณหภูมิร่างกายพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนอาจทำให้เกิดอาการชักจากไข้สูง (Febrile Seizure) ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อแม่กังวลมากที่สุด การดูแลอย่างถูกวิธีตั้งแต่เนิ่นๆ จึงช่วยลดความเสี่ยงตรงนี้ลงได้
เมื่อไหร่ถึงเรียกว่าไข้สูง และควรวัดอุณหภูมิอย่างไรให้แม่นยำ
ในทารก การสัมผัสด้วยหลังมือที่หน้าผากหรือลำตัวอาจบอกแค่คร่าวๆ ว่าลูกตัวร้อน แต่ตัวเลขที่แน่นอนที่สุดมาจากการวัดอุณหภูมิด้วยปรอทวัดไข้ครับ
- อุณหภูมิปกติ: อยู่ในช่วง 36.5 - 37.5 องศาเซลเซียส
- เริ่มมีไข้: 37.6 องศาเซลเซียสขึ้นไป
- ไข้สูง: 38.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป
สำหรับทารกและเด็กเล็ก การใช้วัดทางFรท (ทวารหนัก) หรือทางรักแร้และทางหู เป็นวิธีที่นิยมและเชื่อถือได้ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้ปรอทวัดไข้แบบแก้วที่มีสารปรอทแบบเดิม เพราะเสี่ยงต่อการแตกและอันตราย เปลี่ยนมาใช้แบบดิจิทัลหรือแบบอินฟราเรดจะปลอดภัยและสะดวกกว่ามากครับ
เทคนิคเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง คลายความร้อนแบบไม่ทำให้ลูกช็อก
การเช็ดตัวเป็นวิธีลดไข้ภายนอกที่ช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ดีเยี่ยม แต่ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือ การใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำใส่น้ำแข็งเช็ดตัว ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้หลอดเลือดใต้ผิวหนังหดตัว ความร้อนระบายออกไม่ได้ ลูกจะยิ่งหนาวสั่นและไข้กลับสูงขึ้นไปอีก
ขั้นตอนการเช็ดตัวลดไข้ที่หมออยากแนะนำ
- เตรียมน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง (ห้ามใช้น้ำเย็นและห้ามผสมแอลกอฮอล์เด็ดขาด)
- ชุบผ้าแล้วบิดให้หมาดพอประมาณ ไม่ให้เปียกชุ่มจนหยด
- เริ่มเช็ดบริเวณใบหน้า ลำคอ และซอกคอ เพื่อระบายความร้อนจากสมอง
- เช็ดบริเวณหน้าอกและลำตัว
- เช็ดแขนและขา โดยให้เช็ดเข้าหาลำใจกลางตัว (สวนทางกับรูขุมขน เพื่อช่วยเปิดรูขุมขนระบายความร้อน)
- พลิกตัวเช็ดด้านหลังตั้งแต่คอลงมาถึงก้น
- ใช้เวลาเช็ดประมาณ 15-20 นาที เสร็จแล้วซับตัวให้แห้งและสวมเสื้อผ้าโปร่งสบาย
การใช้ยาลดไข้พาราเซตามอลและการกินยาให้ปลอดภัย
นอกจากเช็ดตัวแล้ว ยาลดไข้กลุ่มพาราเซตามอล (Paracetamol) เป็นอีกตัวช่วยสำคัญ แต่ต้องจำให้ขึ้นใจเลยว่า ขนาดของยาต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวของลูก ไม่ใช่ตามอายุครับ
สูตรคำนวณง่ายๆ คือ ใช้น้ำหนักตัวเด็ก (กิโลกรัม) คูณด้วย 10 ถึง 15 จะได้ปริมาณยาเป็นมิลลิกรัม (mg) ต่อครั้ง และสามารถให้กินซ้ำได้ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเฉพาะเวลาที่มีไข้สูงเท่านั้น ห้ามกินพร่ำเพรื่อเพราะอาจเป็นอันตรายต่อตับของลูกได้ และห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาด เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์และอันตรายถึงชีวิต
อาการแบบไหนที่ลูกไข้สูงแล้วต้องรีบพาไปหาหมอทันที?
แม้อาการไข้ส่วนใหญ่จะหายได้เองเมื่อดูแลตามอาการ แต่มีสัญญาณเตือนบางอย่างที่บอกว่าลูกอาจกำลังป่วยเป็นโรคที่รุนแรง และควรพบแพทย์โดยด่วนครับ
- ทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือนที่มีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส แม้จะไม่มีอาการอื่นร่วมด้วย ก็ต้องพบแพทย์ทันที
- ไข้สูงติดต่อกันเกิน 48-72 ชั่วโมงแล้วยังไม่ลด
- ลูกมีอาการซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมกินนมหรือน้ำเลย
- หายใจหอบแรง หายใจมีเสียงดัง หรือซี่โครงบุ๋มเวลาหายใจ
- มีอาการชักเกร็ง ตาค้าง
- มีผื่นขึ้นตามตัวร่วมกับไข้สูง อาเจียนรุนแรง หรือท้องเสียร่วมด้วย
การดูแลลูกยามป่วยไข้ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจ ความใจเย็น และความรักจากคนในครอบครัว ค่อยๆ สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ให้ลูกได้พักผ่อนมากๆ และดื่มน้ำอุ่นหรือนมบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ เพียงเท่านี้เจ้าตัวเล็กก็จะผ่านช่วงเวลานี้ไปได้อย่างปลอดภัยแล้วครับ