ในห้องตรวจของหมอ มักจะมีคนไข้ผู้หญิงแวะเวียนเข้ามาปรึกษาด้วยความกังวลใจอยู่เสมอ หลายคนมีคำถามค้างคาใจแต่ไม่กล้าถามใคร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความกังวลหลังมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน หรือการไม่รู้จะเริ่มต้นคุยกับคู่ของตัวเองอย่างไรเรื่องการเซฟเซ็กส์ หมออยากบอกตรงนี้เลยว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องน่าอาย และไม่ใช่เรื่องของผู้ชายฝ่ายเดียวที่ต้องเป็นคนรับผิดชอบ เพราะในทางสรีรวิทยาแล้ว ร่างกายของผู้หญิงมีโอกาสรับเชื้อและเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ง่ายกว่าผู้ชายเสียอีก การเตรียมพร้อมและเข้าใจวิธีปกป้องตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ทำไมเรื่องเซฟเซ็กส์ถึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้หญิงต้องกุมบังเหียนเอง?
หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า โครงสร้างร่างกายของผู้หญิงเอื้อให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายกว่าผู้ชาย เนื่องจากช่องคลอดมีพื้นที่ผิวสัมผัสที่บอบบาง มีความชื้น และเกิดรอยถลอกขนาดเล็กที่มองไม่เห็นได้ง่ายในระหว่างการมีกิจกรรมทางเพศ นอกจากนี้ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิดในผู้หญิงมักไม่แสดงอาการในระยะแรกเริ่ม ทำให้กว่าจะรู้ตัว เชื้อก็อาจลุกลามจนกลายเป็นการอักเสบในอุ้งเชิงกราน หรือส่งผลกระทบต่อการมีบุตรในอนาคตไปแล้ว การที่ผู้หญิงหันมาใส่ใจและควบคุมความปลอดภัยด้วยตัวเองจึงเป็นเรื่องของการรักตัวเองอย่างแท้จริง
รู้จักถุงยางอนามัยสำหรับผู้หญิง ทางเลือกใหม่ที่ช่วยให้เราคุมเกมความปลอดภัยได้เอง
เมื่อพูดถึงถุงยางอนามัย คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงถุงยางสำหรับผู้ชาย แต่รู้หรือไม่ว่า ปัจจุบันมีถุงยางอนามัยสำหรับผู้หญิงที่เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยชั้นยอดในการป้องกันโรคติดต่อและหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม โดยที่เราไม่ต้องรอให้ฝ่ายชายเป็นผู้เตรียมการเพียงอย่างเดียว
ถุงยางอนามัยผู้หญิงทำจากโพลียูรีเทนหรือไนไตรล์ ซึ่งเป็นวัสดุที่นุ่ม นำความร้อนได้ดี และไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้สำหรับผู้ที่แพ้ยางธรรมชาติ มีลักษณะเป็นถุงยาวที่มีห่วงสองด้าน ด้านหนึ่งปิดและอีกด้านหนึ่งเปิดโล่ง
ขั้นตอนง่ายๆ ในการใช้ถุงยางอนามัยผู้หญิงอย่างถูกวิธี
- เตรียมตัวก่อนเริ่ม: ตรวจสอบวันหมดอายุบนซอง และใช้นิ้วบีบห่วงด้านที่ปิดเข้าหากันให้เป็นรูปเลขแปด
- ใส่เข้าไปอย่างนุ่มนวล: ใช้นิ้วชี้หรือนิ้วกลางดันห่วงที่บีบไว้เข้าไปในช่องคลอดให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยปล่อยให้ห่วงด้านเปิดที่อยู่ภายนอกแผ่ออกครอบคลุมบริเวณปากช่องคลอดภายนอก
- ระหว่างมีกิจกรรม: คอยระวังไม่ให้องคชาตสอดเข้าไประหว่างถุงยางกับผนังช่องคลอด
- วิธีถอดทิ้ง: หลังเสร็จกิจกรรม ให้บิดห่วงด้านนอกเพื่อปิดกั้นไม่ให้น้ำอสุจิไหลออกมา จากนั้นค่อยๆ ดึงถุงยางออกแล้วห่อกระดาษทิ้งถังขยะให้เรียบร้อย
ส่องมาตรการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ผู้หญิงยุคใหม่ควรรู้
นอกจากการใช้ถุงยางอนามัยแล้ว การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ มาตรการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน หมออยากแนะนำแนวทางป้องกันเชิงรุกที่สามารถทำควบคู่กันไปได้ดังนี้
- การฉีดวัคซีนป้องกัน: ปัจจุบันมีวัคซีนที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น วัคซีนป้องกันเชื้อ HPV ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูกและหูดหงอนไก่ รวมถึงวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
- การใช้ยาป้องกันก่อนและหลังสัมผัสเชื้อ (PrEP และ PEP): สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง การทานยา PrEP อย่างสม่ำเสมอ หรือการรับยา PEP ทันทีภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีความเสี่ยง สามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อ HIV ได้อย่างมีนัยสำคัญ
- การตกลงร่วมกันเรื่องความปลอดภัย: การพูดคุยกับคู่รักอย่างเปิดเผยเรื่องการตรวจสุขภาพและการใช้ถุงยางอนามัยไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่แสดงถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบร่วมกัน
การตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เรื่องธรรมดาที่ไม่ต้องรอให้มีอาการ
หมออยากให้ทุกคนปรับมุมมองใหม่ว่า การตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือการตรวจภายในประจำปี เป็นเรื่องปกติของการดูแลสุขอนามัย เหมือนกับการตรวจสุขภาพทั่วไปหรือการไปขูดหินปูน โรคบางอย่าง เช่น ซิฟิลิส หนองในเทียม หรือเชื้อ HIV อาจแฝงตัวอยู่ในร่างกายโดยไม่มีอาการแสดงใดๆ ออกมาเลย การตรวจเลือดและตรวจสารคัดหลั่งอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เราพบความผิดปกติได้เร็ว และรักษาได้ทันท่วงทีก่อนที่เชื้อจะทำลายสุขภาพในระยะยาว
สัญญาณเตือนจากร่างกาย อาการแบบไหนที่ต้องมาพบแพทย์ทันที?
หากสังเกตพบความผิดปกติเหล่านี้ควรรีบมาพบแพทย์ตรวจเช็กอย่างละเอียด โดยไม่ต้องรอให้ถึงรอบตรวจประจำปี
- ตกขาวมีสีที่เปลี่ยนไป เช่น สีเขียว สีเหลือง หรือมีลักษณะเป็นก้อนแป้งเปียก และมีกลิ่นเหม็นคาวผิดปกติ
- มีอาการคัน ระคายเคือง หรือมีตุ่ม แผล พุพอง บริเวณอวัยวะเพศหรือรอบๆ ทวารหนัก
- รู้สึกเจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือมีอาการปวดแสบปวดร้อนขณะปัสสาวะ
- มีเลือดออกกะปริบกะปรอยทางช่องคลอดโดยไม่ใช่รอบเดือนปกติ
สุดท้ายนี้ หมออยากฝากไว้ว่า การป้องกันและรักตัวเองไม่ได้หมายความว่าเราไม่ไว้ใจคู่รัก แต่เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อร่างกายของตัวเราเอง เพื่อให้ชีวิตรักมีความสุขและปลอดภัยในระยะยาว