ลองจินตนาการถึงเช้าวันหนึ่งที่คุณตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง รู้สึกตึงหนักไปทั้งหัว พอลุกขึ้นยืนหรือก้มหน้าก็ยิ่งปวดจี๊ดขึ้นมา แถมยังรู้สึกคลื่นไส้อย่างหนักจนอาเจียนออกมาแบบควบคุมไม่ได้ หลายคนอาจคิดว่าเป็นแค่ไมเกรนรุนแรงหรือความเครียดสะสม แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายว่ากำลังเกิด ภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูง ซึ่งเป็นภาวะทางระบบประสาทที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน
ทำไมพื้นที่ในกะโหลกศีรษะ ถึงเกิดความดันสูงขึ้นได้?
กะโหลกศีรษะของคนเราเปรียบเสมือนกล่องแข็งๆ ใบหนึ่งที่ไม่ยืดหยุ่น ภายในกล่องใบนี้มีส่วนประกอบหลักอยู่ 3 อย่าง คือ เนื้อสมอง (ประมาณ 80%) เลือดที่ไหลเวียนไปเลี้ยงสมอง (ประมาณ 10%) และน้ำเลี้ยงสมองและไขสันหลัง หรือที่หมอเรียกกันว่าน้ำ CSF (ประมาณ 10%)
ตามธรรมชาติแล้ว ทั้ง 3 ส่วนนี้จะอยู่อย่างสมดุล แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีสิ่งแปลกปลอมเพิ่มเข้ามา เช่น มีก้อนเนื้องอก มีเลือดออกในสมอง หรือเกิดการบวมของเนื้อสมอง พื้นที่ภายในกล่องแข็งๆ นี้จะเริ่มแออัดทันที และเนื่องจากกะโหลกศีรษะขยายขนาดไม่ได้ ความดันภายในจึงพุ่งสูงขึ้น จนไปกดทับเนื้อสมองและหลอดเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อยลง นำไปสู่ ภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูง ที่อันตรายถึงชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
เช็กสัญญาณเตือน อาการแบบไหนที่บอกว่าความดันในหัวกำลังพุ่งสูง?
อาการของภาวะนี้อาจค่อยๆ แสดงออกทีละน้อย หรือเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วฉับพลันขึ้นอยู่กับสาเหตุ โดยสังเกตได้จากสัญญาณเตือนสำคัญต่อไปนี้
ปวดหัวหนักขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วงตื่นนอนตอนเช้า
ลักษณะการปวดมักเป็นอาการปวดตื้อๆ ทั่วทั้งศีรษะ และจะปวดมากเป็นพิเศษในตอนเช้าหลังตื่นนอน หรือเมื่อมีการไอ ไอเบ่ง จาม และก้มศีรษะ เนื่องจากท่าทางและการเกร็งตัวเหล่านี้จะยิ่งเพิ่มความดันในกะโหลกศีรษะให้สูงขึ้น
คลื่นไส้และอาเจียนพุ่ง
การอาเจียนที่เกิดจากความดันในสมองสูงมักมีลักษณะเฉพาะ คือเป็นการอาเจียนพุ่งออกมาโดยที่อาจไม่มีอาการคลื่นไส้นำมาก่อนมากนัก เกิดจากศูนย์ควบคุมการอาเจียนในสมองถูกก้านสมองกดทับ
สายตาเริ่มผิดปกติ เห็นภาพซ้อนหรือตาพร่ามัว
เมื่อความดันในหัวสูงขึ้น จะไปกดทับเส้นประสาทตา ทำให้ขั้วสายตาเกิดการบวมน้ำ (Papilledema) คนไข้จะเริ่มรู้สึกว่าตาพร่า มองเห็นภาพซ้อน ภาพดับไปชั่วขณะเมื่อเปลี่ยนท่า หรืออาจมองเห็นภาพแคบลงเรื่อยๆ
ระดับความรู้ตัวเปลี่ยนไป ซึมลง หรือสับสน
หากปล่อยให้ความดันสูงขึ้นเรื่อยๆ สมองจะเริ่มขาดเลือดและออกซิเจน ส่งผลให้ผู้ป่วยเริ่มมีอาการซึมลง สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง ตอบสนองช้า หรือหมดสติไปในที่สุด
เปิดสาเหตุสำคัญ ทำไมอยู่ดีๆ ความดันในสมองถึงสูงขึ้น?
ภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูงเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ซึ่งหมอสามารถแบ่งสาเหตุหลักๆ ที่พบได้บ่อยออกเป็นกลุ่มๆ ดังนี้
- การอุบัติเหตุและการบาดเจ็บที่ศีรษะ: เช่น เลือดออกในชั้นต่างๆ ของสมอง หรือเนื้อสมองบวมจากการกระแทกอย่างแรง
- โรคหลอดเลือดสมอง: ทั้งภาวะสมองขาดเลือดขนาดใหญ่ที่ทำให้สมองบวม หรือเส้นเลือดในสมองแตกจนมีเลือดสะสมในกะโหลกศีรษะ
- การติดเชื้อในระบบประสาท: เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือฝีในสมอง ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบและบวมน้ำ
- เนื้องอกในสมอง: ก้อนเนื้องอกที่โตขึ้นจะไปกินพื้นที่ภายในกะโหลกศีรษะโดยตรง
- การอุดกั้นของน้ำเลี้ยงสมอง: ทำให้เกิดภาวะน้ำคั่งในสมอง (Hydrocephalus)
- ภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูงโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน (Idiopathic Intracranial Hypertension): มักพบในหญิงวัยเจริญพันธุ์ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน
ขั้นตอนการตรวจ วินิจฉัยอย่างไรให้ชัดเจน?
เมื่อผู้ป่วยมาพบหมอด้วยอาการที่น่าสงสัย การตรวจวินิจฉัยอย่างเร่งด่วนมีความสำคัญมากในการวางแผนรักษา
- การตรวจตาด้วยเครื่องตรวจขั้วสายตา: หมอจะใช้เครื่องส่องเข้าไปดูบริเวณจักษุประสาทด้านหลังดวงตา เพื่อดูว่ามีภาวะขั้วสายตาบวมน้ำหรือไม่
- การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือสร้างภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI): วิธีนี้ช่วยให้เห็นภาพสมองได้อย่างชัดเจน ว่ามีก้อนเนื้อ เลือดออก สมองบวม หรือมีความผิดปกติของโพรงสมองหรือไม่
- การเจาะหลังวัดความดันน้ำเลี้ยงสมอง (Lumbar Puncture): ทำในกรณีที่ตรวจภาพถ่ายรังสีแล้วไม่พบก้อนเนื้อหรือรอยโรคที่เสี่ยงต่อสมองเคลื่อน เพื่อวัดระดับความดันของน้ำเลี้ยงสมองโดยตรง
วิธีรักษา เมื่อความดันในสมองสูงเกินระดับปลอดภัย
เป้าหมายสำคัญที่สุดในการรักษา ภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูง คือการลดความดันให้กลับสู่ระดับปกติอย่างรวดเร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์สมองถูกทำลายอย่างถาวร
- การปรับท่าทางและการดูแลทั่วไป: จัดให้นอนยกศีรษะสูงประมาณ 30 องศา เพื่อช่วยให้เลือดและน้ำเลี้ยงสมองไหลกลับเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น หลีกเลี่ยงการงอคอ หรือกิจกรรมที่ต้องเกร็งท้อง
- การใช้ยาลดความดันในสมอง: หมอจะให้ยาในกลุ่มดึงน้ำออกจากเนื้อสมอง เช่น ยาแมนนิทอล (Mannitol) หรือน้ำเกลือความเข้มข้นสูงทางสายยาง เพื่อดึงน้ำออกจากเนื้อสมองเข้าสู่กระแสเลือดและขับออกทางปัสสาวะ
- การใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจ: ในผู้ป่วยวิกฤต หมออาจใช้เครื่องช่วยหายใจเพื่อควบคุมระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดให้อยู่ในระดับที่ช่วยให้หลอดเลือดสมองหดตัวลง
- การผ่าตัดเพื่อลดความดัน: หากเกิดจากก้อนเนื้องอกหรือเลือดออก อาจต้องทำการผ่าตัดนำก้อนเนื้อหรือก้อนเลือดออก หากมีน้ำเลี้ยงสมองคั่ง หมอจะใส่สายระบายน้ำเลี้ยงสมองออกภายนอก หรือผ่าตัดใส่สายระบายเข้าสู่ช่องท้อง
อาการแบบไหนที่เป็นสัญญาณเตือนวิกฤต ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที?
หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการปวดศีรษะที่มีลักษณะผิดปกติไปจากเดิม ร่วมกับมีอาการดังต่อไปนี้ อย่าลังเลที่จะพามาพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินทันที
- ปวดศีรษะรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ชนิดที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต
- มีอาการอาเจียนพุ่งหลายครั้งติดต่อกัน
- มองเห็นภาพซ้อน แสงวูบวาบ หรือการมองเห็นแย่ลงอย่างรวดเร็ว
- แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด
- มีอาการสับสน ร่างกายตอบสนองช้าลง หรือเริ่มปลุกไม่ตื่น
- มีอาการชักเกร็งร่วมด้วย
ภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูงไม่ใช่เรื่องที่สามารถรอให้หายเองได้ การสังเกตความผิดปกติของร่างกายและมาพบแพทย์ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาและลดความเสี่ยงต่อความพิการหรือการสูญเสียชีวิตได้อย่างมากที่สุด