เวลาที่คนไข้เดินเข้ามาในห้องตรวจแล้วบ่นว่าปวดหัวหนักมาก เหมือนหัวจะระเบิด พร้อมกับอาการคลื่นไส้อยากอาเจียนตลอดเวลา โดยเฉพาะเวลาก้มตัวหรือตอนตื่นนอนตอนเช้า หมอมักจะระแวดระวังโรคหนึ่งเป็นพิเศษ นั่นคือ ภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูง ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของอาการปวดหัวธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือนจากสมองที่กำลังบอกเราว่า กำลังมีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นในพื้นที่จำกัดใต้กะโหลกศีรษะของเราครับ
กะโหลกศีรษะของเราทำงานอย่างไร ทำไมความดันถึงสูงขึ้นได้?
ลองจินตนาการว่ากะโหลกศีรษะของเราเหมือนห้องแคบๆ ห้องหนึ่ง ที่ภายในอัดแน่นไปด้วยของสำคัญสามอย่างคือ เนื้อสมอง เลือด และน้ำหล่อสมองไขสันหลัง ของสามสิ่งนี้อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลภายใต้ปริมาตรที่พอดีเป๊ะ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีผู้บุกรุกเพิ่มขึ้นมา เช่น ก้อนเนื้อ เนื้องอก เลือดที่ออกในสมอง อาการบวมช้ำจากการกระทบกระเทือน หรือแม้กระทั่งน้ำในสมองระบายออกไม่ทัน เจ้าของสามสิ่งนี้ก็จะเริ่มแย่งพื้นที่กัน ผลลัพธ์คือแรงดันภายในห้องแคบๆ นั้นพุ่งสูงขึ้น กลายเป็นภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูงที่ไปเบียด กดทับเนื้อสมอง และเส้นประสาทสำคัญโดยตรง
อาการแบบไหนที่ฟ้องว่า ความดันในหัวกำลังพุ่งสูง?
ความน่ากลัวของภาวะนี้คือ อาการมักจะค่อยเป็นค่อยไปจนบางคนคิดว่าเป็นแค่ไมเกรนหรือความเครียด แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะมีจุดสังเกตที่ต่างออกไปครับ
- ปวดหัวรุนแรงแบบไม่เคยเป็นมาก่อน: มักจะปวดตื้อๆ ลึกๆ ทั่วหัว และปวดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะตอนเช้ามืด หรือเวลาที่ไอ จาม เบ่ง หรือก้มตัว
- คลื่นไส้ อาเจียนพุ่ง: อาการอาเจียนมักมาแบบไม่มีสัญญาณเตือน ไม่ได้คลื่นไส้พะอืดพะอมแบบอาหารเป็นพิษ แต่อาจจะพุ่งออกมาเลยหลังตื่นนอน
- การมองเห็นเริ่มมีปัญหา: มองเห็นภาพซ้อน ตามัว หรือเห็นแสงแฟลชวูบวาบ เนื่องจากแรงดันไปกดทับเส้นประสาทตา
- ซึมลง พฤติกรรมเปลี่ยน: เริ่มจำอะไรไม่ค่อยได้ สับสน อารมณ์แปรปรวน หรือในรายที่เป็นมากจะซึมลงปลุกไม่ค่อยตื่น
สาเหตุเบื้องหลังที่ทำให้ความดันในสมองสูงปรี๊ด
หมอมักจะแบ่งสาเหตุออกเป็นกลุ่มหลักๆ เพื่อให้เข้าใจง่าย เริ่มตั้งแต่การบาดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะจากอุบัติเหตุทำให้มีเลือดคั่งในสมอง กลุ่มที่มีเนื้องอกหรือฝีในสมองที่ค่อยๆ โตขึ้นเบียดพื้นที่ กลุ่มที่มีภาวะหลอดเลือดสมองแตกหรือตีบจนสมองบวม และอีกกลุ่มที่พบได้บ่อยในคนอ้วนหรือวัยรุ่นบางท่าน คือภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูงโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการดูด กลับของน้ำหล่อสมอง ที่ผิดปกติ
การวินิจฉัยโรคของหมอ เริ่มต้นอย่างไรบ้าง?
เมื่อคนไข้มาด้วยอาการเหล่านี้ หมอจำเป็นต้องส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาต้นตอให้เจอครับ การตรวจหลักๆ จะเริ่มจากการใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อดูเนื้อสมอง เส้นเลือด และโพรงน้ำในสมองอย่างละเอียด บางเคสที่มีความจำเป็นจริงๆ และแพทย์ประเมินแล้วว่าปลอดภัย อาจมีการเจาะหลังเพื่อวัดแรงดันของน้ำหล่อสมองร่วมด้วย พร้อมกับการตรวจตาดูก้นบึ้งของดวงตาเพราะเส้นประสาทตาจะสะท้อนแรงดันในสมองได้ดีที่สุด
วิธีรักษาและการดูแลตัวเองเมื่อเผชิญกับภาวะนี้
นี่คือภาวะเร่งด่วนทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทางอย่างใกล้ชิดครับ เป้าหมายหลักคือการลดแรงดันในสมองให้เร็วที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้สมองส่วนสำคัญถูกทำลาย
- การใช้ยาเพื่อลดความบวม: แพทย์อาจให้ยาขับปัสสาวะหรือยาลดบวมเพื่อดึงน้ำออกจากเนื้อสมอง
- การปรับท่านอน: การหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้นประมาณ 30 องศา จะช่วยให้เลือดดำไหลกลับจากสมองได้ดีขึ้น ช่วยลดความดันได้ระดับหนึ่ง
- การผ่าตัดเร่งด่วน: ในกรณีที่มีเลือดออกก้อนใหญ่ มีเนื้องอก หรือมีแรงดันสูงมากจนยาเอาไม่อยู่ ทีมแพทย์อาจต้องผ่าตัดเปิดกะโหลกเพื่อระบายเลือดหรือลดแรงดันทันที
ถ้าตัวท่านเองหรือคนใกล้ตัวมีอาการปวดหัวรุนแรงเรื้อรังร่วมกับอาเจียนพุ่ง อย่าปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาดครับ รีบมาพบแพทย์เพื่อให้ตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพราะยิ่งรู้เร็ว โอกาสที่สมองจะฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติก็ยิ่งมีสูงมากขึ้นเท่านั้นครับ