ช่วงเวลาที่เปิดตู้เสื้อผ้าแล้วหยิบชุดโปรดมาใส่ แต่กลับต้องสะดุดกับความกังวลใจเรื่องกลิ่นไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะกลิ่นที่คล้ายกับคาวปลา หลายคนมักจะเก็บความอึดอัดนี้ไว้คนเดียวด้วยความเขินอาย หมออยากบอกตรงนี้เลยว่า อาการนี้เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยมาก และไม่ใช่เรื่องน่าอายที่จะพูดถึง
ในฐานะคนดูแลสุขภาพผู้หญิงมานาน หมอพบว่าคนไข้หลายคนพยายามแก้ปัญหาด้วยการสวนล้างช่องคลอด ใช้สบู่ที่มีน้ำหอมแรงๆ หรือซื้อยาสอดมาใช้เองตามคำบอกเล่า ซึ่งการทำแบบนั้นมักจะทำให้อาการแย่ลงกว่าเดิม มาทำความเข้าใจกันดีกว่าว่ากลิ่นนี้มาจากไหน และเราจะมีวิธีดูแลตัวเองอย่างถูกต้องได้อย่างไร
ทำไมจู่ๆ ถึงมีกลิ่นคาวปลาโชยออกมา?
ธรรมชาติของช่องคลอดผู้หญิงเราไม่ได้ปราศจากเชื้อโรคนะครับ แต่จะมีสมดุลของจุลินทรีย์เจ้าถิ่นที่เรียกว่า แบคทีเรียแลคโตบาซิลลัส ทำหน้าที่สร้างสภาพความเป็นกรดอ่อนๆ เพื่อคอยคุ้มกันน้องสาวของเราจากเชื้อโรคแปลกปลอม
แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่สมดุลนี้พังลง เจ้าแบคทีเรียกลุ่มดีลดจำนวนลง แล้วเปิดทางให้แบคทีเรียอีกกลุ่มที่ชอบบรรยากาศแบบไร้ออกซิเจนเพิ่มจำนวนขึ้นมาแทนที่ เจ้ากลุ่มหลังนี่แหละครับที่เป็นตัวการสร้างสารที่ทำให้เกิดกลิ่นคาวปลาชัดเจน โดยเฉพาะเวลาที่ไปเจอกับของเหลวที่เป็นด่าง เช่น น้ำอสุจิ กลิ่นก็จะยิ่งชัดเจนขึ้นหลังจากการมีเพศสัมพันธ์
โรคแบคทีเรียในช่องคลอด: ต้นตอที่พบบ่อยที่สุด
เวลาที่เราตรวจพบภาวะนี้ ทางการแพทย์เราจะเรียกกันว่า ภาวะช่องคลอดอักเสบจากแบคทีเรีย หรือ Bacterial Vaginosis (BV) ซึ่งไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในความหมายตรงตัว แต่มีความสัมพันธ์กับการมีเพศสัมพันธ์ได้
อาการเด่นนอกจากเรื่องกลิ่นคาวปลาแล้ว มักจะสังเกตเห็นว่ามีตกขาวเปลี่ยนสีไป จากเดิมที่อาจจะใสหรือขาวขุ่น กลายเป็นสีเทาอ่อนหรือขาวขุ่นแบบเหลวๆ และมักจะมีปริมาณมากกว่าปกติ บางคนอาจมีอาการคันยิบๆ ร่วมด้วยเล็กน้อย แต่จะไม่ค่อยแสบรุนแรงเหมือนเวลาติดเชื้อรา
เรื่องเข้าใจผิดยอดฮิต: ยิ่งล้างแรง ยิ่งหายจริงหรือ?
ความเข้าใจที่ว่าการล้างช่องคลอดให้สะอาดเอี่ยมด้วยน้ำยาอนามัยแรงๆ จะช่วยกำจัดกลิ่นได้ เป็นความเชื่อที่อันตรายมากครับ เพราะการสวนล้างหรือใช้สบู่ฟอกด้านใน เป็นการทำลายแบคทีเรียดีตัวช่วยของเราโดยตรง ทำให้สมดุลยิ่งพังหนักกว่าเดิม
นอกจากนี้ การใส่แผ่นอนามัยทั้งวันโดยไม่เปลี่ยน หรือการใส่กางเกงชั้นในที่อับชื้น ก็เป็นตัวเร่งให้เชื้อโรคเหล่านี้เจริญเติบโตได้ดีขึ้นไปอีก
วิธีรักษาจากคุณหมอ
ถ้าอาการเริ่มรบกวนชีวิตประจำวัน การเดินทางมาพบแพทย์เพื่อตรวจภายในและรับการรักษาที่ตรงจุดคือทางออกที่ดีที่สุดครับ โดยทั่วไปแพทย์จะพิจารณาใช้ยารักษาตามความเหมาะสม ดังนี้
- ยาปฏิชีวนะแบบกิน: เป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียตัวร้ายโดยเฉพาะ ซึ่งช่วยปรับสมดุลภายในให้กลับมาเป็นปกติ
- ยาสอดหรือเจลทาช่องคลอด: ออกฤทธิ์เฉพาะที่ เหมาะสำหรับคนที่ไม่สะดวกทานยาชนิดกิน
สิ่งสำคัญคือต้องกินยาหรือใช้ยาให้ครบตามกำหนดที่แพทย์สั่ง แม้ว่าอาการและกลิ่นจะหายไปตั้งแต่สองวันแรกแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อดื้อยาและกลับมาเป็นซ้ำอีก
วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อป้องกันกลิ่นไม่พึงประสงค์
การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันจะช่วยลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำได้อย่างยั่งยืน
- ทำความสะอาดแค่ภายนอกก็พอ: ใช้น้ำเปล่าสะอาดล้างบริเวณอวัยวะเพศภายนอก หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอดเด็ดขาด
- เลือกกางเกงชั้นในระบายอากาศได้ดี: ผ้าฝ้ายแท้คือคำตอบที่ดีที่สุด หลีกเลี่ยงกางเกงที่รัดรูปจนเกินไป
- หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอม: สเปรย์ระงับกลิ่น แผ่นอนามัยที่มีน้ำหอม หรือสบู่ที่มีสารเคมีรุนแรง อาจกระตุ้นให้เกิดการระคายเคือง
- เช็ดทำความสะอาดจากหน้าไปหลัง: เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคจากทวารหนักลามมาสู่ช่องคลอด
สัญญาณเตือนแบบไหนที่ควรมาพบแพทย์ทันที?
หากมีอาการร่วมอื่นๆ ที่รุนแรงขึ้น เช่น ปวดท้องน้อย มีไข้ ตกขาวมีเลือดปน หรือมีตุ่มแผลเจ็บร่วมด้วย ควรรีบมาพบสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่ลึกซึ้งกว่าการเสียสมดุลของแบคทีเรียธรรมดา เพราะอาจเป็นการติดเชื้อชนิดอื่นที่ต้องดูแลรักษาเป็นพิเศษครับ