ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

หมอมักจะเจอคุณพ่อคุณแม่หลายท่านเดินเข้ามาในห้องตรวจพร้อมความกังวลใจ เมื่อเห็นลูกของคนข้างบ้านในวัยเดียวกันเริ่มออกก้าวเดินได้แล้ว หรือเริ่มพูดยาวๆ เป็นประโยคได้แล้ว แต่ลูกของเรายังคงนิ่งหรือทำไม่ได้ตามเกณฑ์ จนเกิดคำถามขึ้นในใจว่า ลูกเรากำลังมีภาวะพัฒนาการช้ากว่าปกติหรือไม่ ความกังวลเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมชาติอย่างมากสำหรับคนเป็นพ่อแม่

เรื่องของพัฒนาการเด็กไม่ใช่เรื่องของการแข่งขัน แต่คือการเฝ้ามองลำดับขั้นตอนการเติบโตที่สมควรจะเป็นไปตามวัย การเข้าใจเรื่องพัฒนาการตามช่วงวัยและภาวะความล่าช้าทางพัฒนาการจะช่วยให้คุณพ่อคุณแมตรีบสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติได้เร็วขึ้น เพราะในทางแพทย์เด็ก การได้รับการช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ (Early Intervention) คือหัวใจสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้เด็กกลับมาเติบโตได้เต็มศักยภาพ

เมื่อไหร่ที่เรียกว่าลูกมีพัฒนาการสมวัย?

พัฒนาการของเด็กเปรียบเสมือนการสร้างบ้านที่ต้องเริ่มจากฐานราก เด็กทุกคนมีจังหวะการเติบโตเฉพาะตัว บางคนอาจเดินได้เร็วกว่านิดหน่อย บางคนอาจพูดได้เร็วกว่าอีกคนเล็กน้อย ซึ่งยังถืออยู่ในเกณฑ์ปกติ อย่างไรก็ตาม คุณหมอจะมีช่วงเวลาเฉลี่ยที่เรียกว่า หมวดพัฒนาการตามช่วงวัย (Developmental Milestones) เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการประเมินว่า เด็กส่วนใหญ่ในวัยนั้นๆ ควรทำทักษะอะไรได้บ้าง

4 ด้านหลักของพัฒนาการเด็กที่คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกต

เวลาคุณหมอประเมินพัฒนาการของเด็ก เราจะไม่ได้ดูแค่เรื่องการพูดหรือการเดินเพียงอย่างเดียว แต่จะประเมินครอบคลุมทั้ง 4 ด้านหลัก ดังนี้

  • ทักษะกล้ามเนื้อมัดใหญ่ (Gross Motor): การเคลื่อนไหวร่างกาย การชูคอ พลิกคว่ำ นั่ง คลาน ยืน เดิน วิ่ง และการทรงตัว
  • ทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็กและสายตา (Fine Motor): การใช้มือและนิ้วมือในการหยิบจับวัตถุ การประสานงานระหว่างมือกับสายตา เช่น การใช้นิ้วหยิบของชิ้นเล็ก การขีดเขียน การใช้ช้อน
  • ทักษะด้านภาษาและการสื่อสาร (Language and Communication): การรับรู้ความหมายของภาษา การฟัง การทำตามคำสั่ง รวมไปถึงการส่งเสียง การพูดแสดงความต้องการ
  • ทักษะด้านสังคมและการปรับตัว (Personal and Social): การสบตา ยิ้มทักทาย การช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวัน เช่น การแต่งตัว การกินอาหาร และการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

เช็กลิสต์พัฒนาการเด่นๆ ในแต่ละช่วงวัยตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ขวบ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น หมอขอสรุปพัฒนาการสำคัญตามช่วงวัยที่เด็กส่วนใหญ่ควรทำได้ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ใช้เป็นแนวทางในการสังเกตลูกที่บ้าน

วัยแรกเกิดถึง 1 ปี: ช่วงเวลาแห่งการปรับตัวและการสื่อสารแรกเริ่ม

  • ช่วง 1-3 เดือน: เริ่มมองตามวัตถุที่เคลื่อนผ่าน ยิ้มทักทายเมื่อมีคนคุยด้วย ส่งเสียงอ้อแอ้ในลำคอ ชูคอได้ตั้งมั่นขึ้นเมื่อนอนคว่ำ
  • ช่วง 4-6 เดือน: พลิกคว่ำพลิกหงายได้เอง คว้าของใกล้ตัว เอามือหรือของเล่นเข้าปาก ส่งเสียงหัวเราะร่า
  • ช่วง 7-9 เดือน: นั่งได้เองโดยไม่ต้องมีคนช่วยพยุง เริ่มคลานหรือเหนี่ยวตัวขึ้นยืน เริ่มออกเสียงเลียนแบบ เช่น "หม่ำๆ" หรือ "บาบา"
  • ช่วง 10-12 เดือน: ตั้งไข่ เกาะเดิน หรือก้าวเดินได้เอง ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้หยิบของชิ้นเล็กๆ ได้ โบกมือบายบาย และเข้าใจคำว่า "ไม่" หรือ "อย่า"

วัย 1 ถึง 3 ปี: วัยตั้งไข่ เริ่มพูด และเรียนรู้การช่วยเหลือตัวเอง

  • ช่วง 1-2 ขวบ: เดินได้อย่างมั่นคง เริ่มวิ่ง ชี้บอกสิ่งที่ต้องการ พูดเป็นคำที่มีความหมายได้อย่างน้อย 1 คำ (เช่น แม่ บอล ไป) ชี้อวัยวะร่างกายตามบอกได้
  • ช่วง 2-3 ขวบ: วิ่งได้คล่อง ขึ้นลงบันไดทีละขั้น เริ่มพูดต่อกันเป็นประโยค 2-3 คำ (เช่น กิ๊นนม ไปเที่ยว) ใช้ช้อนตักอาหารกินเองได้ เลียนแบบพฤติกรรมผู้ใหญ่

วัy 3 ถึง 5 ปี: วัยอนุบาล ช่างซักช่างถาม เข้าสังคมกับเพื่อน

  • ช่วง 3-4 ขวบ: ปั่นจักรยานสามล้อ ยืนขาเดียวได้ชั่วครู่ วาดรูปวงกลม พูดเป็นประโยคยาวๆ รู้จักชื่อและเพศของตัวเอง เล่นร่วมกับเด็กคนอื่นได้
  • ช่วง 4-5 ขวบ: กระโดดขาเดียว สวมเสื้อผ้าเองได้ วาดรูปคนที่มีส่วนประกอบชัดเจน เล่าเรื่องราวสั้นๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจได้ เข้าใจกฎเกณฑ์การเล่นกลุ่ม

สัญญาณเตือน Red Flags แบบไหนที่บอกว่าลูกอาจมีพัฒนาการช้ากว่าวัย?

หากคุณพ่อคุณแม่พบสัญญาณเหล่านี้ในตัวลูก ไม่ควรรอให้ถึงวันนัดตรวจครั้งถัดไป แต่แนะนำให้พาน้องมาพบหมอเด็กเพื่อประเมินอย่างละเอียดทันที

  • อายุ 3 เดือน: ไม่สบตา ไม่ยิ้มตอบ ไม่สบตากับคนเลี้ยงดู ไม่ชันคอ
  • อายุ 6 เดือน: ตัวอ่อนปวกเพียกหรือแข็งเกร็งผิดปกติ ไม่ส่งเสียงอ้อแอ้ ไม่พยายามไขว่คว้าของ
  • อายุ 9 เดือน: ยังนั่งเองไม่ได้ ไม่หันตามเสียงเรียกชื่อ ไม่แสดงอารมณ์ทักทาย
  • อายุ 12 เดือน (1 ขวบ): ยังไม่เกาะยืน ไม่ชี้มือบอกความต้องการ ไม่โบกมือบายบาย
  • อายุ 18 เดือน (1 ขวบครึ่ง): ยังเดินเองไม่ได้ ไม่พูดคำที่มีความหมายเลยแม้แต่คำเดียว
  • อายุ 2 ขวบ: ไม่พูดคำต่อกัน 2 คำ ไม่เลียนแบบท่าทางหรือคำพูด ไม่สนใจเล่นกับคนอื่น
  • ทุกช่วงวัย: มีการถดถอยของพัฒนาการ เช่น เคยพูดได้แล้วหยุดพูดไป หรือเคยเดินได้แล้วกลับทำไม่ได้

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ลูกมีภาวะพัฒนาการล่าช้า?

ภาวะพัฒนาการล่าช้าอาจเกิดได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยหมอขอแบ่งออกเป็นปัจจัยหลักๆ ดังนี้

1. ปัจจัยทางชีวภาพและสุขภาพ: การคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวแรกเกิดน้อยกว่าเกณฑ์ การติดเชื้อในครรภ์ ภาวะขาดออกซิเจนขณะคลอด ความผิดปกติทางพันธุกรรม (เช่น กลุ่มอาการดาวน์) หรือโรคประจำตัวเรื้อรัง

2. ปัจจัยด้านการเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อม: การขาดการกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย การปล่อยให้เด็กอยู่กับหน้าจอ (สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต ทีวี) เป็นเวลานานเกินไป ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อพัฒนาการด้านภาษา สมาธิ และทักษะสังคม

3. ความผิดปกติของการมองเห็นหรือการได้ยิน: เด็กบางคนดูเหมือนพูดช้าหรือไม่สนใจฟัง แต่เมื่อตรวจอย่างละเอียดกลับพบว่าเป็นเพราะมีปัญหาการได้ยินไม่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถเลียนแบบเสียงพูดได้

หากสงสัยว่าลูกพัฒนาการช้า คุณหมอมีแนวทางช่วยเหลืออย่างไร?

ขั้นตอนแรกเมื่อพาน้องมาพบหมอ คือการตรวจประเมินพัฒนาการอย่างละเอียดโดยใช้แบบทดสอบมาตรฐาน เพื่อดูว่ามีล่าช้าในด้านใดบ้าง จากนั้นจะหาสาเหตุที่แท้จริงและวางแผนการรักษาแบบรอบด้าน

การดูแลช่วยเหลือพัฒนาการล่าช้าจะต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม นำโดยหมอเด็กด้านพัฒนาการและพฤติกรรม ร่วมกับนักกิจกรรมบำบัด (Occupational Therapist) นักฝึกพูด (Speech Therapist) และนักกายภาพบำบัด ขึ้นอยู่กับว่าเด็กมีความล่าช้าในด้านใด

หมอเน้นย้ำเสมอว่า ช่วง 3 ปีแรกของชีวิตคือช่วงที่สมองของเด็กมีความยืดหยุ่นและพัฒนาได้เร็วที่สุด (Brain Plasticity) หากเราตรวจพบและเริ่มกระตุ้นพัฒนาการได้เร็วเท่าไหร่ โอกาสที่เด็กจะกลับมารก้าวทันเพื่อนในวัยเดียวกันก็ยิ่งมีสูงมากขึ้นเท่านั้น

เทคนิคง่ายๆ ที่พ่อแม่ทำได้เองที่บ้าน เพื่อช่วยกระตุ้นพัฒนาการลูกรัก

  • งดหน้าจอก่อนอายุ 2 ขวบ: หลัง 2 ขวบควรจำกัดไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง และต้องดูไปพร้อมกับลูกเสมอ
  • พูดคุยกับลูกบ่อยๆ: บรรยายสิ่งที่กำลังทำอยู่รอบตัว ชวนลูกคุย สบตา และเว้นช่วงให้ลูกได้ส่งเสียงหรือพูดตอบกลับ
  • อ่านนิทานด้วยกันทุกวัน: การอ่านนิทานช่วยกระตุ้นทั้งภาษา จินตนาการ และความผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูก
  • เปิดโอกาสให้ลูกได้เคลื่อนไหวและเล่นอิสระ: พาออกไปวิ่งเล่นในสวน พาเล่นดินเล่นทราย ช่วยพัฒนาทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก
  • ให้ลูกฝึกช่วยเหลือตัวเอง: ฝึกให้จับช้อนกินข้าวเอง ติดกระดุมเสื้อ หรือเก็บของเล่น ไม่ควรทำแทนลูกไปเสียทุกอย่าง

พัฒนาการของลูกน้อยเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความรัก ความเข้าใจ และเวลา คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกดดันตัวเองหรือเปรียบเทียบลูกกับเด็กคนอื่นมากเกินไป เพียงแค่คอยสังเกต เติมเต็มความรัก และให้โอกาสลูกได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทุกวัน หากมีข้อสงสัยหรือรู้สึกไม่มั่นใจเกี่ยวกับพัฒนาการของลูก การแวะมาปรึกษาหมอเด็กใกล้บ้านคือทางออกที่ดีที่สุดเสมอ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down