ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เคยรู้สึกไหมว่าเวลาที่เอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋าแล้วไม่เจอโทรศัพท์มือถือ หัวใจจะเต้นรัวขึ้นมาทันที บางคนเริ่มมีเหงื่อซึมตามฝ่ามือ หรือรู้สึกกระวนกระวายจนไม่มีสมาธิทำกิจกรรมตรงหน้า อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณแค่คนเดียว และในทางการแพทย์เรียกสิ่งนี้ว่า ภาวะวิตกกังวลจากการขาดโทรศัพท์ หรือ Nomophobia (No Mobile Phone Phobia)

ในฐานะหมอที่ตรวจคนไข้ในยุคดิจิทัล หมอเริ่มพบคนไข้ที่มีอาการเครียด นอนไม่หลับ หรือปวดคอบ่าไหล่เรื้อรัง ซึ่งเมื่อสืบค้นลึกลงไปแล้ว มักมีจุดเริ่มต้นมาจากความกังวลจากการไม่ได้อยู่ใกล้หน้าจอแทบทั้งสิ้น เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่พฤติกรรมติดเล่นเกมหรือติดโซเชียลทั่วไป แต่เป็นภาวะทางอารมณ์และจิตใจที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง

ลองเช็กสัญญาณเตือน: อาการแบบไหนที่บอกว่าคุณกำลังเผชิญหน้ากับภาวะนี้อยู่?

การจะประเมินว่าเราเริ่มมีภาวะนี้หรือยัง ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นทำแบบทดสอบทางจิตวิทยาที่ซับซ้อน ลองสังเกตพฤติกรรมและความรู้สึกของตัวเองในชีวิตประจำวันดูว่ามีอาการเหล่านี้บ้างหรือไม่

  • เช็กหน้าจอตลอดเวลาโดยไม่มีสาเหตุ: หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาปลดล็อกหน้าจอซ้ำๆ ทุกๆ 5-10 นาที แม้ว่าจะไม่มีเสียงแจ้งเตือนใดๆ ดังขึ้นเลยก็ตาม
  • เกิดความกังวลอย่างรุนแรงเมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมด: รู้สึกกระสับกระส่าย เครียด หรือถึงขั้นตื่นตระหนกเมื่อเห็นเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ลดต่ำลงและไม่มีที่ชาร์จอยู่ใกล้ๆ
  • รู้สึกเหมือนโทรศัพท์สั่นตลอดเวลา (Phantom Vibration Syndrome): บ่อยครั้งที่รู้สึกคล้ายมีแรงสั่นสะเทือนในกระเป๋ากางเกง แต่พอหยิบขึ้นมาดูเกือบทุกครั้งกลับไม่มีสายเรียกเข้าหรือข้อความใดๆ
  • พกติดตัวไปทุกที่แม้กระทั่งในห้องน้ำ: ไม่สามารถวางโทรศัพท์ทิ้งไว้ในอีกห้องหนึ่งได้เลย ต้องนำติดตัวไปด้วยทุกกิจกรรม แม้กระทั่งตอนอาบน้ำหรือเข้าห้องน้ำ
  • หลีกเลี่ยงการไปในที่ที่ไม่มีสัญญาณ: ปฏิเสธการเดินทางไปท่องเที่ยวหรือทำกิจกรรมในสถานที่ที่คาดว่าสัญญาณอินเทอร์เน็ตจะเข้าไม่ถึง

ทำไมการห่างจากสมาร์ตโฟนเพียงไม่กี่ก้าว ถึงทำให้เรารู้สึกกระสับกระส่ายได้ขนาดนี้?

ในแง่ของระบบประสาทและสมอง โทรศัพท์มือถือเปรียบเสมือนเครื่องปั๊มสารแห่งความสุขที่ชื่อว่า โดปามีน (Dopamine) ทุกครั้งที่มีเสียงแจ้งเตือน มีคนมากดไลก์ หรือมีข้อมูลใหม่ๆ ปรากฏขึ้น สมองจะหลั่งสารตัวนี้ออกมา ทำให้เรารู้สึกพึงพอใจและต้องการมันอีกเรื่อยๆ

เมื่อสมองเกิดความเคยชินกับการได้รับแรงกระตุ้นตลอดเวลา การขาดโทรศัพท์จึงไม่ต่างจากการขาดสารกระตุ้นอย่างกะทันหัน ส่งผลให้สมองส่วนควบคุมความกลัวทำงานหนักขึ้น ร่างกายเริ่มหลั่งฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอลและอะดรีนาลีนออกมา ส่งผลให้เกิดอาการใจสั่น มือสั่น และวิตกกังวลตามมาในที่สุด

ไม่ใช่แค่เรื่องของความกระวนกระวาย: ผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจที่คุณอาจนึกไม่ถึง

ภาวะวิตกกังวลจากการขาดโทรศัพท์ ไม่ได้ทำร้ายแค่ความรู้สึกในใจ แต่ยังส่งผลกระทบต่อร่างกายโดยรวมอย่างต่อเนื่องหากปล่อยทิ้งไว้ในระยะยาว

ผลกระทบต่อระบบการนอนหลับ

แสงสีฟ้าจากหน้าจอสมาร์ตโฟนจะเข้าไปยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมการนอนหลับ ยิ่งเรากังวลว่าจะพลาดข่าวสารจนต้องหยิบโทรศัพท์มาดูก่อนนอน ยิ่งทำให้สมองตื่นตัว เกิดอาการนอนไม่หลับ หลับไม่สนิท และส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลียในวันรุ่งขึ้น

อาการทางกายเรื้อรัง

การก้มหน้ามองจอเป็นเวลานานส่งผลให้กล้ามเนื้อคอ บ่า และไหล่ต้องรับน้ำหนักมากกว่าปกติ นำไปสู่อาการออฟฟิศซินโดรม ปวดศีรษะเรื้อรัง และปวดตาจากการเพ่งหน้าจอเป็นเวลานาน

สมาธิสั้นและประสิทธิภาพการทำงานลดลง

เมื่อสมองคอยกังวลอยู่ตลอดเวลาว่าจะมีความเคลื่อนไหวใดๆ ในหน้าจอหรือไม่ ความสามารถในการจดจ่อกับงานที่อยู่ตรงหน้าจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด สมองจะทำงานได้ช้าลงและเหนื่อยล้าง่ายขึ้น

วิธีรับมือและปรับพฤติกรรม เพื่อทวงคืนความสงบในใจกลับคืนมา

หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่าตนเองเริ่มมีอาการเข้าข่าย หมออยากบอกว่าอย่าเพิ่งตกใจไป ภาวะนี้สามารถค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและเยียวยาได้ด้วยตัวเอง โดยเริ่มจากขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

1. ฝึกดีท็อกซ์หน้าจอทีละน้อย (Digital Detox)

ไม่จำเป็นต้องหักดิบเลิกใช้โทรศัพท์ทันที เพราะอาจทำให้เกิดความเครียดสะสม ให้เริ่มจากการกำหนดช่วงเวลาสั้นๆ เช่น ลองวางโทรศัพท์ทิ้งไว้ในห้องนั่งเล่นแล้วเดินไปทานข้าวโดยไม่มีโทรศัพท์อยู่บนโต๊ะ เริ่มจากวันละ 15-30 นาที แล้วค่อยๆ ขยับเวลาเพิ่มขึ้นเมื่อเริ่มคุ้นชิน

2. สร้างพื้นที่ปลอดโทรศัพท์ภายในบ้าน

กำหนดกติกาให้ห้องนอนเป็นเขตปลอดโทรศัพท์มือถือ โดยการหาที่ชาร์จแบตเตอรี่ไว้นอกห้องนอน และเปลี่ยนมาใช้ประโยคคลาสสิกอย่างการตั้งนาฬิกาปลุกแบบธรรมดาแทนการใช้โทรศัพท์มือถือ วิธีนี้จะช่วยลดความอยากหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูทันทีที่ลืมตาตื่นหรือก่อนนอนได้เป็นอย่างดี

3. ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น

แอปพลิเคชันส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดความสนใจของเราตลอดเวลา ลองเข้าไปตั้งค่าปิดการแจ้งเตือนของแอปพลิเคชันที่ไม่ด่วน เช่น โซเชียลมีเดีย เกม หรือแอปช็อปปิ้งออนไลน์ เหลือไว้เฉพาะการโทรติดต่อหรือเรื่องงานที่สำคัญเท่านั้น เพื่อให้สมองของเราได้พักจากเสียงแจ้งเตือนที่คอยกระตุ้นความกังวล

4. หางานอดิเรกที่ต้องใช้สองมือทำ

การทำงานอดิเรกที่ไม่มีหน้าจอมาเกี่ยวข้อง เช่น การจัดสวน ทำอาหาร วาดภาพ ระบายสี หรือการเล่นกีฬา จะช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของสมองออกจากความกังวลเรื่องการขาดโทรศัพท์ และช่วยให้เราได้อยู่กับปัจจุบันขณะอย่างแท้จริง

การเยียวยา ภาวะวิตกกังวลจากการขาดโทรศัพท์ ไม่ใช่การปฏิเสธเทคโนโลยี เพราะโทรศัพท์มือถือยังคงเป็นเครื่องมือที่จำเป็นในชีวิตยุคนี้ หากแต่เป็นการกลับมาเป็นผู้ควบคุมการใช้งาน ไม่ยอมให้เครื่องมือสี่เหลี่ยมเล็กๆ ในมือเข้ามาครอบงำจิตใจและความสุขของเรา หมอขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนสามารถปรับสมดุลชีวิตและทวงคืนเวลาคุณภาพให้กับตัวเองได้อีกครั้ง

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down