เวลาที่คนไข้เดินเข้ามาในห้องตรวจแล้วบ่นว่าข้อเท้าบวมเป่ง ปวดแปล๊บจนเดินไม่ไหว สิ่งแรกๆ ที่หมอมักจะนึกถึงหนีไม่พ้นเรื่องของโรคเกาท์และเจ้าระดับกรดยูริกในเลือดที่สูงปรี๊ด หลายคนเข้าใจว่าการเจาะเลือดเช็กแค่กรดยูริกอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว แต่ในมุมมองของหมอ การดูแลคนไข้ที่มีปัญหานี้ไม่ได้จบแค่การดูว่ายูริกเกินหรือไม่เกินเท่านั้น เพราะตัวเลขกรดยูริกกับสุขภาพของไตมีความสัมพันธ์กันแบบตัดไม่ขาด
ทำไมคนเป็นโรคเกาท์หรือยูริกสูง ถึงต้องตรวจการทำงานของไตพร้อมกัน?
ขับกรดยูริกออกจากร่างกายคือหน้าที่หลักของไต ลองนึกภาพตามง่ายๆ ว่าถ้าไตเริ่มทำงานได้ไม่เต็มที่เหมือนเก่า เจ้ากรดยูริกที่ควรจะถูกขับออกทางปัสสาวะก็จะตกค้างสะสมอยู่ในกระแสเลือด วนกลับไปตกตะกอนตามข้อต่อต่างๆ จนเกิดอาการอักเสบปวดบวมซ้ำซาก ในทางกลับกัน ระดับกรดยูริกที่สูงมากๆ เป็นเวลานาน ก็สามารถกลับมาทำร้ายเนื้อไตโดยตรงได้เช่นกัน กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ถ้าเราไม่ตรวจเช็กให้ครบทั้งสองส่วน ก็ยากที่จะรักษาให้หายขาดได้จากต้นเหตุเจาะลึกใบตรวจเลือด: ตัวเลขไหนบ้างที่หมอใช้ดูสุขภาพไตและยูริก
เวลาที่หมอส่งใบตรวจทางห้องปฏิบัติการไปที่ห้องแล็บ ผลเลือดหลักๆ ที่เราจะเอามานั่งวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อประเมินสถานการณ์ประกอบด้วยรายการเหล่านี้
1. ยูริกในเลือดบอกอะไร
ค่านี้คือปริมาณกรดยูริกที่มีอยู่ในกระแสเลือดในวันที่เจาะ สำหรับผู้ชายค่าปกติมักจะไม่เกิน 7 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ส่วนผู้หญิงมักจะไม่เกิน 6 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แต่ต้องบอกก่อนว่าตัวเลขนี้อาจมีหยุ่นได้บ้างตามเกณฑ์ของแต่ละห้องปฏิบัติการ และในคนไข้บางคน ต่อให้ยูริกสูงแต่ไม่เคยปวดข้อเลย ก็ยังไม่เรียกว่าเป็นโรคเกาท์ แต่ถือว่ามีความเสี่ยงที่ต้องคอยระวัง
2. ครีเอทินินและยูเรียไนโตรเจน ตัวชี้วัดกำลังของไต
ค่า Creatinine และ BUN คือพระเอกในการบอกว่าตอนนี้ไตของเราทำงานหนักแค่ไหน ไตยังขับของเสียได้ดีอยู่หรือเปล่า ยิ่งถ้าค่าครีเอทินินสูงขึ้นผิดปกติ แปลว่าไตเริ่มกรองของเสียได้แย่ลง ซึ่งแพทย์จำเป็นต้องรู้ข้อมูลนี้ก่อนที่จะตัดสินใจจ่ายยาลดกรดยูริกบางตัว เพราะยาบางชนิดต้องอาศัยการปรับลดโดสให้เหมาะกับการทำงานของไต เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของตัวคนไข้เอง
ความถี่แค่ไหนถึงจะพอดีในการติดตามผลเลือด
สำหรับคนไข้ที่เพิ่งเริ่มกินยาลดกรดยูริก หรือกำลังอยู่ในช่วงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต หมอมักจะนัดมาเจาะเลือดซ้ำค่อนข้างถี่หน่อย ประมาณทุกๆ สี่ถึงหกสัปดาห์ เพื่อดูว่ายาออกฤทธิ์ได้ดีแค่ไหน ไตรับไหวไหม และตัวเลขลดลงมาอยู่ในเป้าหมายที่ปลอดภัยหรือยัง เมื่อปรับยาจนลงตัวและอาการคงที่แล้ว ระยะเวลาการเจาะเลือดก็จะค่อยๆ ห่างออกไปเป็นทุกๆ สามเดือน หรือปีละสองครั้งตามดุลยพินิจของแพทย์
เตรียมตัวอย่างไรก่อนไปเจาะเลือดเช็กยูริกและไต
ผลเลือดจะแม่นยำแค่ไหน ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับการเตรียมตัวก่อนมาพบแพทย์ด้วย โดยทั่วไปหมอจะแนะนำให้งดอาหารและเครื่องดื่มที่มีพิวรีนสูง รวมถึงงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ล่วงหน้าก่อนวันเจาะเลือดสักหนึ่งถึงสองวัน เพราะแอลกอฮอล์และอาหารเหล่านี้สามารถทำให้ระดับกรดยูริกพุ่งสูงชั่วคราวได้ และสำหรับการตรวจการทำงานของไต บางครั้งแพทย์อาจจะขอให้งดน้ำและอาหารร่วมด้วยเพื่อความสมบูรณ์ของการตรวจเช็กสุขภาพประจำปีในคราวเดียวกัน
การแปลผลร่วมกันสำคัญกว่าการมองแค่ตัวเลขตัวเดียว
สิ่งสำคัญที่หมออยากย้ำเสมอก็คือ อย่าเพิ่งตกใจตื่นเต้นจนเกินเหตุเวลาเห็นตัวเลขตัวใดตัวหนึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานเล็กน้อยในใบรายงานผลจากแล็บ การวินิจฉัยโรคและการติดตามอาการต้องอาศัยการประเมินภาพรวม ทั้งประวัติการปวดข้อ โรคประจำตัวอื่นๆ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน รวมถึงยาที่กำลังใช้อยู่ในปัจจุบัน การดูแลรักษาร่วมกันระหว่างแพทย์และตัวคนไข้ในการปรับพฤติกรรม ควบคุมอาหาร และกินยาอย่างสม่ำเสมอ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยรักษาสมดุลของกรดยูริกและปกป้องไตให้อยู่กับเราไปได้นานๆ