เวลาที่คนไข้เดินเข้ามาในห้องตรวจด้วยอาการปวดบวมแดงร้อนที่นิ้วหัวแม่โป้ง หลายคนมักจะถามหมอคำเดิมๆ ว่าเมื่อไหร่กรดยูริกจะลดลงสักที อาการปวดทรมานแบบนี้ถึงจะหายขาดเสียที ความจริงแล้วการรักษาโรคเกาท์หรือภาวะกรดยูริกในเลือดสูง ไม่ได้ดูแค่ตัวเลขกรดยูริกเพียงอย่างเดียว แต่การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อติดตามระดับกรดยูริกและการทำงานของไต คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เราดูแลระยะยาวได้อย่างปลอดภัย
ทำไมแค่เจาะเลือดดูยูริกตัวเดียวถึงยังไม่พอ?
หลายคนอาจสงสัยว่าในเมื่อเราเป็นโรคกรดยูริกสูง ทำไมหมอถึงต้องสั่งเจาะเลือดดูค่าการทำงานของไตพ่วงมาด้วยทุกที เหตุผลก็คือกรดยูริกส่วนใหญ่จะถูกขับออกทางไต หากไตของเราเริ่มทำงานได้ไม่ดี เจ้ากรดยูริกตัวร้ายนี้ก็จะคั่งค้างอยู่ในร่างกายมากขึ้น ในทางกลับกัน ภาวะกรดยูริกที่สูงเป็นเวลานานก็ย้อนกลับมาทำลายเนื้อเยื่อไตให้อักเสบและเสื่อมลงได้เหมือนกัน มันจึงเป็นความสัมพันธ์แบบเงาตามตัวที่หมอต้องคอยเช็กคู่กันไปตลอดทาง
ชุดตรวจเลือดและปัสสาวะที่หมอมักจะสั่งตรวจมีอะไรบ้าง?
เวลาที่เราพูดถึงการตรวจเช็กเรื่องนี้ จะไม่ได้มีแค่การเจาะเลือดปลายนิ้วหรือเจาะเลือดที่แขนแค่นั้น แต่ยังมีรายการตรวจสำคัญที่แพทย์ใช้ประเมินภาพรวมทั้งหมด ดังนี้
- ระดับกรดยูริกในเลือด (Serum Uric Acid): ตัวเลขหลักที่บอกปริมาณกรดยูริกปัจจุบัน เป้าหมายคือพยายามคุมให้อยู่ในระดับที่ผลึกเกลือไม่สามารถก่อตัวเพิ่มขึ้นได้
- ค่าครีเอตินินและอัตราการกรองของไต (Creatinine and eGFR): สองตัวนี้คือพระเอกที่จะบอกเราตรงๆ ว่าตอนนี้ไตกรองของเสียได้ดีแค่ไหน ไตกำลังเหนื่อยเกินไปหรือเปล่า
- ยูเรียไนโตรเจนในเลือด (BUN): อีกหนึ่งค่ามาตรฐานที่ช่วยเสริมความแม่นยำในการดูการทำงานของไต
- ตรวจปัสสาวะทั่วไป (Urinalysis): เพื่อดูว่ามีเม็ดเลือดแดง โปรตีนรั่ว หรือมีผลึกยูริกปนออกมากับปัสสาวะหรือไม่
อ่านค่าผลตรวจอย่างไรให้เข้าใจง่ายสไตล์หมอเล่าให้ฟัง
เวลาที่คนไข้ได้รับใบผลตรวจจากห้องแล็บ ตัวเลขยั้วเยี้ยเต็มไปหมดอาจทำให้เวียนหัวได้ หมออยากให้ลองโฟกัสจุดสำคัญสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือกรดยูริก ถ้าผู้ชายเกิน 7 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือผู้หญิงเกิน 6 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แปลว่าเริ่มสูงเกินเกณฑ์ แต่ถ้าใครกินยาลดกรดยูริกอยู่ เป้าหมายอาจจะต้องกดลงมาต่ำกว่า 6 หรือแม้แต่ต่ำกว่า 5 ในรายที่มีก้อนโทφัส กลุ่มที่สองคือ eGFR หรือค่าการทำงานของไต ยิ่งตัวเลขนี้สูงแปลว่าไตยิ่งดี ถ้าเริ่มต่ำกว่า 60 แปลว่าไตเริ่มทำงานลดลง หมอจะต้องระมัดระวังเรื่องการปรับขนาดยาเป็นพิเศษ
ความถี่แค่ไหนถึงจะพอดีกับการกลับมาตรวจซ้ำ
ช่วงที่เพิ่งเริ่มปรับยา ไม่ว่าจะเป็นยากลุ่มขับกรดยูริกหรือยาป้องกันข้ออักเสบกำเริบ หมอมักจะนัดเจาะเลือดตรวจดูการทำงานของไตและระดับกรดยูริกค่อนข้างถี่ เช่น ทุก 1 ถึง 3 เดือน เพื่อดูว่ายาออกฤทธิ์ได้ดีแค่ไหน และร่างกายมีผลข้างเคียงอะไรไหม เมื่ออาการคงที่และคุมตัวเลขได้ตามเป้าหมายแล้ว ระยะเวลาการเจาะเลือดก็จะเว้นช่วงห่างออกไปเป็นทุก 6 เดือน หรือปีละครั้งตามความเหมาะสมของแต่ละคน
สัญญาณเตือนจากร่างกายที่บอกว่าต้องรีบมาเจาะเลือดก่อนวันนัด
แม้จะยังไม่ถึงรอบนัดหมายกับหมอ แต่ถ้าสังเกตพบความผิดปกติเหล่านี้ ร่างกายกำลังบอกว่าต้องรีบมาตรวจซ้ำทันที
- มีอาการปวดข้อบวมแดงกำเริบถี่ขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ควบคุมอาหารแล้ว
- ปัสสาวะมีฟองมากผิดปกติ หรือปัสสาวะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
- มีอาการบวมตามข้อเท้า หน้าแข้ง หรือหนังตาตอนเช้า
- รู้สึกเพลีย อ่อนแรง เบื่ออาหาร ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าของเสียเริ่มคั่งในเลือด
การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อติดตามระดับกรดยูริกและการทำงานของไตไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญที่ช่วยให้เราใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับโรคนี้ได้อย่างปลอดภัย การรู้เท่าทันตัวเลขผลตรวจจะช่วยให้เราและแพทย์วางแผนดูแลสุขภาพไตให้อยู่กับเราไปได้นานๆ