หลายคนอาจจะเคยรู้สึกว่าช่วงนี้ตัวเองเปลี่ยนไปเป็นคนละคน แค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น รถติด คนขับรถไม่ทันใจ หรือเพื่อนร่วมงานถามคำถามเดิมซ้ำๆ ก็ทำให้ฟิวส์ขาด ปรี๊ดแตก หรือหงุดหงิดขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย จนบางครั้งพอนึกย้อนกลับไปก็แอบตกใจตัวเองว่าทำไมถึงโมโหได้รุนแรงขนาดนั้น หากคุณกำลังเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้อยู่ อยากให้รู้ว่าคุณไม่ได้กำลังเผชิญปัญหานี้อยู่คนเดียว และมันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย
สัญญาณเตือนเมื่อคุณเริ่มควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยอยู่
ในชีวิตประจำวัน เราทุกคนต่างมีความเครียดสะสมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่ถ้าความเครียดนั้นเริ่มกัดกินความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ จนกลายเป็นปัญหาการควบคุมอารมณ์และภาวะอารมณ์ฉุนเฉียวง่าย มักจะมีสัญญาณเตือนบางอย่างที่ร่างกายและจิตใจส่งออกมาให้สังเกตเห็น เช่น รู้สึกกระวนกระวายใจตลอดเวลา ใจสั่น หายใจเร็วเมื่อเจอเรื่องขัดใจ หรือบางครั้งก็แสดงออกด้วยคำพูดที่รุนแรง เหวี่ยงวีนใส่คนใกล้ตัวแบบไม่ได้ตั้งใจ แล้วมานั่งรู้สึกผิดทีหลัง ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์รอบตัว แต่ยังบั่นทอนสุขภาพจิตของเราเองในระยะยาวอีกด้วย
เบื้องหลังอารมณ์ปรี๊ดง่าย เกิดจากอะไรในร่างกายของเราบ้าง?
ในมุมมองทางการแพทย์ อาการหงุดหงิดง่ายไม่ได้เกิดจากนิสัยส่วนตัวเพียงอย่างเดียว แต่มันมีกลไกทางชีววิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก สมองส่วนที่ทำหน้าที่ประเมินภัยคุกคามและควบคุมอารมณ์ หรือที่เรียกว่าอะมิกดาลา (Amygdala) อาจจะกำลังทำงานหนักเกินไป จนไปกดทับสมองส่วนหน้าซึ่งทำหน้าที่ใช้เหตุผล ทำให้เวลาเจอเรื่องมากวนใจ สมองจึงเลือกใช้ระบบอารมณ์ตอบสนองเร็วกว่าการใช้เหตุผล นอกจากนี้ยังมีปัจจัยร่วมอื่นๆ อีกหลายอย่าง เช่น
- ความเครียดเรื้อรัง: การแบกรับภาระงานหรือปัญหาชีวิตเป็นเวลานาน ทำให้ฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอลหลั่งออกมาตลอดเวลา ส่งผลให้ความอดทนต่อความหงุดหงิดลดลงอย่างเห็นได้ชัด
- การนอนหลับที่ไม่เพียงพอ: สมองที่ไม่ได้พักผ่อนจะสูญเสียความสามารถในการควบคุมอารมณ์ ทำให้เรากลายเป็นคนเปราะบางและพร้อมระเบิดได้ตลอดเวลาในวันรุ่งขึ้น
- ความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน: ไม่ว่าจะเป็นช่วงก่อนมีประจำเดือน วัยทอง หรือความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ ล้วนส่งผลโดยตรงต่อความแปรปรวนของอารมณ์
วิธีปรับสมดุลและจัดการกับอารมณ์เดือดดาลในชีวิตประจำวัน
การฝึกควบคุมอารมณ์ไม่ใช่เรื่องของการเก็บกดความรู้สึกไว้ข้างใน แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะเท่าทันอารมณ์ของตัวเองก่อนที่มันจะระเบิดออกมา เทคนิคเหล่านี้คือสิ่งที่มักจะแนะนำให้คนไข้ลองนำไปปรับใช้ดู
- ใช้เทคนิคหยุดพักสามวินาที: เมื่อรู้สึกว่าเริ่มมีอารมณ์โกรธพุ่งขึ้นมา ให้หยุดนิ่งสูดหายใจเข้าลึกๆ นับหนึ่งถึงสามในใจ เพื่อให้สมองส่วนเหตุผลได้มีเวลาทำงานทันสมองส่วนอารมณ์
- แยกตัวออกจากสถานการณ์ตรงหน้า: หากรู้ว่าตัวเองเริ่มคุยไม่รู้เรื่องหรือกำลังจะเหวี่ยงใส่ใคร ให้ขอตัวเดินเลี่ยงออกมาจากตรงนั้นชั่วคราวเพื่อไปตั้งสติ
- ระบายความเครียดออกอย่างถูกวิธี: การออกกำลังกาย การเขียนบันทึกความรู้สึก หรือการพูดคุยกับคนที่ไว้ใจ จะช่วยลดปริมาณฮอร์โมนความเครียดที่สะสมอยู่ในร่างกายให้ระบายออกไปได้ดีขึ้น
เช็กให้ชัวร์ อาการแบบไหนที่ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ?
แม้ว่าอาการหงุดหงิดง่ายส่วนใหญ่จะบรรเทาได้ด้วยการปรับไลฟ์สไตล์และการพักผ่อน แต่ถ้าคุณพบว่าอาการปัญหาการควบคุมอารมณ์และภาวะอารมณ์ฉุนเฉียวง่ายนี้เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน ความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว หรือบางครั้งรู้สึกควบคุมตัวเองไม่ได้เลยจนอยากทำร้ายข้าวของหรือทำร้ายตัวเอง นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพจิตที่ลึกซึ้งขึ้น เช่น ภาวะวิตกกังวล หรือโรคซึมเศร้า การเดินทางมาพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อพูดคุยและรับคำแนะนำที่ถูกต้อง จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการช่วยดูแลหัวใจและสมองของเราให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง