ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

อาการปวดหูกลางดึก กับความเชื่อมโยงที่คาดไม่ถึงจากโรคหวัด

เด็กหลายคนมักเริ่มด้วยอาการคัดจมูก มีน้ำมูกใสๆ เหมือนเป็นหวัดธรรมดา แต่ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน จู่ๆ ก็ตื่นมาร้องไห้โยแองกลางดึก เอามือจับหู ปาดหูตัวเองซ้ำๆ หรือในผู้ใหญ่บางท่านอาจรู้สึกแน่นในหูเหมือนมีน้ำขังอยู่ข้างใน พร้อมกับอาการปวดแปล๊บที่รบกวนการนอนอย่างมาก

อาการเหล่านี้คือสัญญาณเตือนยอดนิยมของ โรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยมากในเด็กเล็ก และสามารถเกิดขึ้นในผู้ใหญ่ได้เช่นกัน แม้ดูเหมือนเป็นโรคน่ารำคาญทั่วไป แต่หากปล่อยให้เกิดการติดเชื้อซ้ำซากโดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี อาจบานปลายกลายเป็น โรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง ที่ส่งผลกระทบต่อการได้ยินในระยะยาวได้

ทำไมหวัดถึงลามไปเป็นหูอักเสบได้?

เพื่อให้เข้าใจกลไกนี้ ต้องมองไปที่โครงสร้างทางกายภาพที่เรียกว่า ท่อยูสเตเชียน (Eustachian tube) ซึ่งเป็นท่อเชื่อมต่อระหว่างโพรงหลังจมูกและหูชั้นกลาง ท่อนี้มีหน้าที่ปรับความดันและระบายของเหลวออกจากหูชั้นกลาง

เมื่อเกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน เช่น เป็นหวัด ภูมิแพ้กำเริบ หรือไซนัสอักเสบ เนื้อเยื่อรอบๆ ท่อยูสเตเชียนจะเกิดการบวมและอุดตัน ส่งผลให้ของเหลวที่ควรจะระบายออกไปได้ตามปกติเกิดการขังอยู่ภายในหูชั้นกลาง เมื่อของเหลวขังอยู่รวมกับเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่แพร่กระจายมาจากโพรงจมูก หูชั้นกลางจึงเกิดการอักเสบ เป็นหนอง และดันแก้วหูจนเกิดอาการปวดอย่างรุนแรง

เด็กเล็กมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า เนื่องจากท่อยูสเตเชียนของเด็กจะมีขนาดสั้นกว่า สั้นสั้นกว่า และวางตัวในแนวเกือบเป็นเส้นตรง ทำให้เชื้อโรคจากโพรงหลังจมูกเดินทางเข้าสู่หูชั้นกลางได้ง่ายดายกว่าผู้ใหญ่มาก

จากเฉียบพลันสู่ภาวะเรื้อรัง: ทำไมถึงติดเชื้อซ้ำซาก?

หลายครอบครัวต้องเผชิญกับภาวะที่ลูกน้อยหายจากหูอักเสบได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ ก็กลับมาร้องปวดหูใหม่อีกครั้ง การติดเชื้อซ้ำซาก (Recurrent Acute Otitis Media) มักมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยเหล่านี้

  • การทานยาปฏิชีวนะไม่ครบตามสั่ง: เมื่ออาการปวดหูหรือไข้ลดลง ผู้ป่วยหลายรายมักหยุดยาเอง ทำให้เชื้อแบคทีเรียยังไม่ถูกกำจัดหมดสิ้น และเกิดการฟื้นตัวกลับมาติดเชื้อใหม่ที่ดื้อยามากกว่าเดิม
  • ปัญหาต่อมอะดินอยด์โต: ต่อมอะดินอยด์ที่อยู่บริเวณโพรงหลังจมูกอาจกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคเรื้อรัง หรือโตจนกดทับรูเปิดของท่อยูสเตเชียน
  • ภาวะภูมิแพ้ทางเดินหายใจที่ไม่ได้รับการควบคุม: การมีเยื่อบุจมูกบวมเรื้อรังจากภูมิแพ้ ทำให้ท่อยูสเตเชียนอุดตันสม่ำเสมอ
  • พฤติกรรมความเสี่ยงในชีวิตประจำวัน: เช่น การนอนตะแคงดูดนมจากขวด การได้รับควันบุหรี่มือสอง หรือการส่งเด็กเข้าเลี้ยงในศูนย์ดูแลเด็กเล็กที่มีการแพร่กระจายของเชื้อหวัดได้ง่าย

หากการอักเสบเฉียบพลันเกิดขึ้นซ้ำๆ หรือมีน้ำขังค้างอยู่ในหูชั้นกลางนานเกิน 3 เดือน โดยไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม แก้วหูอาจเกิดการทะลุเรื้อรัง มีหนองไหลออกจากหูเป็นๆ หายๆ ซึ่งเข้าสู่ภาวะ โรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง ที่อาจทำลายกระดูกหูเล็กๆ ภายใน และส่งผลให้สูญเสียการได้ยินอย่างถาวร

สัญญาณเตือนที่ต้องรีบมาพบแพทย์

การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถสื่อสารเป็นคำพูดได้ ควรสงสัยภาวะหูชั้นกลางอักเสบเมื่อพบอาการดังต่อไปนี้

  • เด็กเอามือตบหู ดึงหู หรือเกาบริเวณหูบ่อยผิดปกติ ร่วมกับอาการงอแง โยแอง
  • มีไข้สูง และดูซึมลง หรือรับประทานอาหารและนมได้น้อยลง
  • มีของเหลว น้ำใสๆ หรือหนองไหลออกมาจากรูหู
  • เริ่มมีพฤติกรรมเรียกร้องให้เปิดเสียงทีวีดังขึ้น ไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียกเบาๆ หรือมีพัฒนาการทางภาษาและคำพูดช้ากว่าวัย
  • มีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน หรือเดินทรงตัวไม่มั่นคง

แนวทางการรักษาและการป้องกันเพื่อปกป้องการได้ยิน

การรักษาโรคหูชั้นกลางอักเสบจะพิจารณาจากความรุนแรงของอาการ อายุของผู้ป่วย และระยะเวลาที่เป็น โดยมีแนวทางหลักดังนี้

1. การรักษาด้วยยา

แพทย์จะพิจารณาให้ยาบรรเทาปวดและลดไข้ ร่วมกับยาลดการบวมของเยื่อบุจมูก ในกรณีที่สงสัยการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะจ่ายยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องรับประทานยาให้ครบตามระยะเวลาที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำและการดื้อยา

2. การรักษาด้วยการผ่าตัดเล็ก

ในกรณีที่มีน้ำขังในหูชั้นกลางเป็นเวลานานจนส่งผลต่อการได้ยิน หรือมีการติดเชื้อซ้ำซากหลายครั้งในรอบปี แพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก อาจแนะนำการผ่าตัดใส่ท่อระบายขนาดเล็ก (Tympanostomy tube) ที่แก้วหู เพื่อช่วยระบายของเหลวและปรับความดันในหูชั้นกลาง ซึ่งเป็นหัตถการที่ปลอดภัยและช่วยลดอัตราการเกิดหูอักเสบซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. การป้องกันในระยะยาว

  • ล้างมือบ่อยๆ: ลดโอกาสการติดเชื้อหวัดและไวรัสทางเดินหายใจ
  • หลีกเลี่ยงควันบุหรี่: ควันบุหรี่ทำลายขนแปรงเล็กๆ ในทางเดินหายใจและกระตุ้นการบวมของท่อยูสเตเชียน
  • ปรับท่าทางการให้นม: ควรอุ้มเด็กให้อยู่ในท่าศีรษะสูงขณะดูดนม หลีกเลี่ยงการนอนราบดูดขวดนม
  • ฉีดวัคซีนป้องกัน: การได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล และวัคซีนไอพีดี (Pneumococcal conjugate vaccine) สามารถช่วยลดโอกาสการเกิดโรคหูชั้นกลางอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียก่อโรคที่พบบ่อยได้อย่างมีนัยสำคัญ

โรคหูชั้นกลางอักเสบทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรังเป็นภาวะที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากได้รับการดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ การหมั่นสังเกตอาการของคนใกล้ชิดและลูกน้อยเมื่อเป็นหวัด จะช่วยปกป้องสุขภาพการได้ยิน และป้องกันความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนในอนาคตได้อย่างดีที่สุด

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ