หลายครั้งที่เรามักจะเผลอพูดอะไรแรงๆ ออกไป ซื้อของที่ไม่ได้จำเป็นเพียงเพราะเห็นป้ายลดราคา หรือหงุดหงิดใส่คนรอบข้างอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันตั้งตัว พอกลับมาคิดได้ทีไรก็มักจะมานั่งเสียใจทีหลังทุกที หลายคนอาจจะคิดว่านี่เป็นแค่ นิสัยส่วนตัว หรือความใจร้อนธรรมดา แต่ในมุมมองของแพทย์แล้ว พฤติกรรมหุนหันพลันแล่นและการขาดความยับยั้งชั่งใจ อาจเป็นสัญญาณที่บอกว่าสมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์กำลังทำงานหนักเกินไป หรืออาจมีเบื้องลึกมากกว่าที่เราคิด
สมองส่วนหน้าของเรากำลังเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงยั้งใจไม่ค่อยอยู่?
เวลาที่เราพูดถึงเรื่องความยับยั้งชั่งใจ สมองพระเอกในเรื่องนี้คือ สมองกลีบหน้าผากส่วนหน้า ที่มีหน้าที่เปรียบเสมือนเบรกมือของร่างกาย คอยทำหน้าที่ประเมินสถานการณ์ ชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย และห้ามไม่ให้เราทำอะไรลงไปตามอารมณ์ชั่ววูบ แต่ในคนที่มักจะมีพฤติกรรมหุนหันพลันแล่นบ่อยๆ เบรกมือชิ้นนี้อาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่นัก ซึ่งอาจเกิดจากความเครียดสะสม การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือแม้แต่ความไม่สมดุลของสารสื่อประสาทบางชนิดในสมอง ทำให้ระบบอารมณ์พุ่งพล่านนำหน้าระบบเหตุผลไปหลายก้าว
สัญญาณเตือนแบบไหนที่เรียกว่า มากกว่าแค่คนใจร้อนทั่วไป?
คนเราย่อมมีอารมณ์โกรธหรือความอยากได้อยากมีกันได้เป็นธรรมดา แต่ถ้าพฤติกรรมเหล่านี้เริ่มส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ความสัมพันธ์ หรือหน้าที่การงาน เราอาจต้องมาสังเกตตัวเองให้มากขึ้น อาการที่มักพบได้บ่อย ได้แก่ การตัดสินใจทำอะไรลงไปทันทีโดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมา การรอคอยอะไรนานๆ ไม่ได้เลย หงุดหงิดง่ายเมื่อไม่ได้ดังใจ หรือการเปลี่ยนงาน เลิกรา หรือย้ายที่อยู่บ่อยๆ โดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความผิดพลาดที่เกิดจากความตั้งใจไม่ดี แต่เป็นเรื่องของการทำงานของสมองที่ต้องการความเข้าใจและการดูแลที่ถูกต้อง
ปัจจัยรอบตัวที่คอยกระตุ้นให้เราควบคุมตัวเองไม่ได้
นอกจากเรื่องของชีวเคมีในสมองแล้ว สภาพแวดล้อมรอบตัวก็มีส่วนสำคัญมากๆ ที่ทำให้เราเผลอหลุดการควบคุม ยุคนี้เต็มไปด้วยสิ่งเร้าที่รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการไถฟีดโซเชียลมีเดียที่กระตุ้นให้เราอยากได้ของทันที ข่าวสารที่ชวนให้หัวร้อนได้ง่าย หรือแม้แต่ระดับความเครียดจากการทำงานและการใช้ชีวิตในแต่ละวัน สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้แบตเตอรี่ทางอารมณ์ของเราหมดเร็วขึ้น และส่งผลให้ความสามารถในการยับยั้งชั่งใจลดลงอย่างเห็นได้ชัดในยามเย็นหรือยามที่ร่างกายเหนื่อยล้า
วิธีฝึกสมองและปรับพฤติกรรมเพื่อสร้างเบรกมือให้ตัวเอง
ข่าวดีก็คือ สมองของคนเรามีความยืดหยุ่นสูงและสามารถฝึกฝนใหม่ได้เสมอ การที่เราเคยเป็นคนใจร้อนหรือหุนหันพลันแล่น ไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นแบบนั้นไปตลอดชีวิต การสร้างความยับยั้งชั่งใจเริ่มต้นได้ง่ายๆ จากเทคนิคเหล่านี้:- ใช้กฎการรอเวลาสั้นๆ: เมื่อรู้สึกอยากวู่วามหรืออยากซื้อของที่ไม่จำเป็น ให้ลองตั้งกติกากับตัวเองว่าขอรอดูก่อนสักสิบนาที หรือนอนหลับหนึ่งคืนค่อยตัดสินใจ
- ฝึกการหายใจลึกๆ: เวลาที่อารมณ์พุ่งขึ้นสูง สมองส่วนเหตุผลจะถูกตัดขาดชั่วคราว การหายใจเข้าออกลึกๆ ช้าๆ จะช่วยดึงสติและส่งสัญญาณบอกสมองว่าเรายังปลอดภัย
- สังเกตการณ์กระตุ้นของตัวเอง: จดบันทึกไว้ว่าสถานการณ์แบบไหน หรือช่วงเวลาใดของวันที่เรามักจะเผลอหลุดควบคุมตัวเองบ่อยที่สุด เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงหรือตั้งรับได้ทัน
- ดูแลพื้นฐานชีวิตให้ดี: การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การกินอาหารที่มีประโยชน์ และการออกกำลังกายสม่ำเสมอ คือรากฐานสำคัญที่ช่วยให้สมองส่วนหน้าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อไหร่ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
หากลองปรับพฤติกรรมด้วยตัวเองแล้วรู้สึกว่าไม่ดีขึ้น พฤติกรรมความหุนหันพลันแล่นยังคงสร้างปัญหาใหญ่ให้กับชีวิต หรือเริ่มรู้สึกว่าควบคุมตัวเองไม่ได้เลยจนกระทั่งกระทบกับคนรอบข้าง การเดินทางมาพบแพทย์ พยาบาล หรือนักจิตวิทยาถือเป็นทางเลือกที่ดีและน่าชื่นชมที่สุดครับ เพราะในบางกรณี พฤติกรรมเหล่านี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของภาวะสุขภาพจิตบางประการ เช่น ภาวะสมาธิสั้นในผู้ใหญ่ หรือความผิดปกติทางอารมณ์ ซึ่งการได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและการดูแลรักษาที่ตรงจุด จะช่วยคืนความสงบสุขและทักษะการควบคุมชีวิตกลับมาให้เราได้อีกครั้งอย่างแน่นอน