เวลาที่เจ้าตัวเล็กส่งเสียงหายใจครืดคราด นอนก็ไม่สนิท ดูอึดอัดเพราะมีเสhมะติดอยู่ในลำคอ คนเป็นพ่อเป็นแม่คงรู้สึกใจหายและเป็นห่วงจนแทบนั่งไม่ติด เสมหะในเด็กเล็กเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อย เนื่องจากระบบทางเดินหายใจของเขายังพัฒนาไม่เต็มที่ กลไกการไอเพื่อขับเสมหะยังทำได้ไม่ดีเท่าผู้ใหญ่ วันนี้หมอเลยอยากมาเล่าให้ฟังถึงวิธีรับมือและการดูแลลูกน้อยเวลาที่มีเสมหะ รวมถึงการจัดท่าทางง่ายๆ ที่จะช่วยให้ลูกรักหายใจได้สะดวกขึ้นอย่างปลอดภัยครับ
ทำไมลูกน้อยถึงมีเสมหะเยอะและหายใจเสียงดัง
ร่างกายของทารกจะผลิตเมือกหรือเสมหะออกมาตามธรรมชาติเพื่อปกป้องเยื่อบุทางเดินหายใจ แต่เวลาที่ลูกไม่สบาย เป็นหวัด หรือแพ้อากาศ เสมหะเหล่านี้จะมีปริมาณมากขึ้นและเหนียวข้นขึ้นกว่าปกติ ประกอบกับหลอดลมของทารกยังมีขนาดเล็กมาก เมื่อมีเสมหะมาขวางกั้นเพียงเล็กน้อย ก็เลยทำให้เกิดเสียงดังครืดคราดเวลาหายใจ และทำให้ลูกดูเหมือนหายใจติดขัด ซึ่งมักจะสร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก
วิธีช่วยละลายเสมหะให้ลูกน้อยหายใจโล่งขึ้น
การจัดการกับเสมหะที่เหนียวข้น เราต้องอาศัยตัวช่วยเพื่อให้เสมหะอ่อนตัวลงและขับออกมาได้ง่ายขึ้น โดยมีแนวทางปฏิบัติที่บ้านดังนี้ครับ
- หยอดจมูกด้วยน้ำเกลือ: การใช้น้ำเกลือหยอดจมูก (Normal Saline) สำหรับเด็ก จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและช่วยละลายน้ำมูกหรือเสมหะที่แห้งกรังในโพรงจมูกให้หลุดออกมาได้ง่ายขึ้น
- ให้ลูกดื่มนมหรือน้ำอุ่นบ่อยๆ: สำหรับเด็กที่โตพอจะดื่มน้ำได้ การจิบน้ำอุ่นจะช่วยลดความเหนียวของเสมหะในลำคอลงได้ ส่วนน้องที่ยังทานนมแม่ การให้เข้าเต้าบ่อยๆ ก็ช่วยได้เช่นกัน
- เพิ่มความชื้นในห้อง: การใช้เครื่องทำความชื้นในห้องนอน หรือการอุ้มลูกไปอยู่ในห้องน้ำที่มีไอน้ำอุ่นๆ สักพัก จะช่วยให้ทางเดินหายใจของเด็กชุ่มชื้นขึ้นและขับเสมหะได้ดีขึ้น
เทคนิคการจัดท่าทางเพื่อให้ลูกหายใจสะดวกและระบายเสมหะ
การจัดท่าทางที่ถูกต้องมีส่วนสำคัญอย่างมากในการช่วยให้ทารกหายใจได้โล่งขึ้น และช่วยลดโอกาสที่เสมหะจะตีกลับลงไปอุดตันทางเดินหายใจครับ
ท่านอนตะแคงและหนุนหมอนสูงพอเหมาะ
เวลาที่ลูกนอนหลับ พยายามจัดให้นอนตะแคงข้างใดข้างหนึ่งสลับกันไป จะช่วยป้องกันไม่ให้โคนลิ้นตกไปด้านหลังและช่วยให้เสมหะไหลออกทางมุมปากได้ดีขึ้น หากจำเป็นต้องหนุนหมอน ควรเลือกหมอนที่ไม่นิ่มหรือสูงจนเกินไป เพื่อป้องกันความเสี่ยงเรื่องภาวะ SIDS หรือกลุ่มอาการไหลตายในทารก
อุ้มพาดบ่าและลูบหลังเบาๆ
หลังจากลูกดื่มนมหรือช่วงที่มีเสมหะสะสม การอุ้มลูกในท่าตั้งตรงพาดบ่า แล้วใช้มือทำอุ้งมือโค้งๆ เคาะเบาๆ ที่บริเวณแผ่นหลัง (Chest Physiotherapy เบื้องต้น) จากล่างขึ้นบน จะช่วยให้เสมหะที่เกาะอยู่ตามผนังหลอดลมหลุดออกได้ง่ายขึ้น แต่ต้องทำด้วยความนุ่มนวลและหลีกเลี่ยงบริเวณกระดูกสันหลังหรือเอว
ข้อควรระวังที่ไม่ควรทำเด็ดขาดเมื่อลูกมีเสมหะ
ด้วยความที่อยากให้ลูกหายเร็ว คุณพ่อคุณแม่อาจเผลอทำวิธีที่อาจเป็นอันตรายโดยไม่รู้ตัว หมอขอเตือนว่า:
- ห้ามซื้อยาละลายเสมหะหรือยาลดน้ำมูกให้เด็กกินเอง: โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เพราะยากลุ่มนี้อาจทำให้เสมหะเหนียวข้นขึ้นจนเป็นอันตราย หรือมีผลข้างเคียงที่รุนแรง ต้องอยู่ภายใต้คำสั่งของแพทย์เท่านั้น
- ระวังการใช้ไม้พันสำลีก้านแคะจมูกลึกๆ: การแยงเข้าไปลึกเกินไปอาจทำให้เยื่อบุโพรงจมูกบวมช้ำและเลือดออกได้
อาการแบบไหนที่ควรพามาพบแพทย์ทันที
แม้ว่าการจัดการเบื้องต้นจะช่วยได้มาก แต่หากลูกมีสัญญาณเตือนเหล่านี้ร่วมด้วย คุณพ่อคุณแม่ควรรีบพามาโรงพยาบาลโดยด่วนครับ
- ลูกหายใจเร็วมากจนซี่โครงยุบ ท้องบุ๋ม หรือปีกจมูกบานเวลาหายใจ
- ริมฝีปากหรือปลายนิ้วเริ่มมีสีคล้ำอมเขียว ซึ่งแสดงว่าร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
- มีไข้สูงร่วมด้วยซึมลง ไม่ยอมดูดนม หรืออาเจียนตลอดเวลา
- ไอจนหน้าดำหน้าแดงหรือมีเสียงหายใจผิดปกติที่ดังขึ้นเรื่อยๆ
การดูแลทารกที่มีเสมหะต้องอาศัยความใจเย็นและความเข้าใจ หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างถูกต้อง ลูกน้อยก็จะสามารถผ่านช่วงเวลาที่อึดอัดนี้ไปได้ และกลับมาหายใจได้โล่งสบายเหมือนเดิมครับ