หลายคนเดินเข้ามาปรึกษาที่ห้องตรวจด้วยความอึดอัดแน่นท้อง นั่งเบ่งนานจนเหนื่อยแต่ก็ยังไม่หมดความรู้สึกเหมือนอุจจาระยังค้างอยู่ ปัญหาเรื่องภาวะถ่ายอุจจาระลำบากหรือมีอาการท้องผูกไม่ใช่เรื่องเล็กที่ปล่อยไว้แล้วจะหายไปเองครับ ยิ่งปล่อยไว้นาน ร่างกายยิ่งสะสมของเสียจนพาลทำให้ปวดหัว อารมณ์เสีย และผิวพรรณหมองคล้ำตามไปด้วย วันนี้หมอเลยอยากชวนมาคุยกันแบบสบายๆ ถึงสาเหตุและวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างยั่งยืนจากต้นตอครับ
สัญญาณเตือนแบบไหนที่เรียกว่าท้องผูกตัวจริง
เวลาพูดถึงเรื่องการขับถ่าย หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องเข้าห้องน้ำทุกวันถึงจะปกติ ความจริงแล้วความถี่ในการถ่ายของแต่ละคนไม่เท่ากันครับ บางคนถ่ายวันละครั้ง บางคนวันเว้นวันก็ถือว่าปกติ ถ้าอุจจาระนิ่มและไม่ต้องออกแรงเบ่งมาก แต่ถ้าเข้าเกณฑ์เหล่านี้ เริ่มแปลว่าเรากำลังเจอภาวะถ่ายอุจจาระลำบากหรือมีอาการท้องผูกแล้วครับ
- ความถี่ในการขับถ่ายลดลงเหลือน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์
- เวลาเข้าห้องน้ำต้องออกแรงเบ่งมากๆ ทุกครั้ง
- ลักษณะอุจจาระแข็งเป็นก้อนแห้ง หรือเป็นเม็ดเล็กๆ เหมือนขี้แพะ
- มีความรู้สึกว่าถ่ายไม่สุด เหมือนยังมีอะไรค้างอยู่ข้างใน
- ต้องใช้ตัวช่วย เช่น ใช้มือช่วยดัน หรือใช้นิ้วควักออกในบางครั้ง
ทำไมจู่ๆ ถึงถ่ายยาก เกิดจากอะไรกันแน่
ลำไส้ของเราทำงานเหมือนท่อระบายน้ำครับ ถ้าไม่มีตัวผลักดันที่ดี ท่อก็อุดตันได้ง่าย สาเหตุส่วนใหญ่ที่หมอพบบ่อยในคนไข้ มักมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันมากกว่าโรคประจำตัวครับ
พฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ทำให้ลำไส้ขี้เกียจ
การกินอาหารที่มีกากใยน้อยเกินไป เช่น เน้นเนื้อสัตว์แป้งและน้ำตาลแต่น้อยผักผลไม้ คือตัวการสำคัญ นอกจากนี้การดื่มน้ำน้อยเกินไปทำให้ร่างกายต้องดูดน้ำกลับจากกากอาหารในลำไส้ทำให้อุจจาระแห้งแข็ง รวมถึงพฤติกรรมชอบอั้นอุจจาระเวลาเร่งรีบในตอนเช้า นานวันเข้าประสาทรับความรู้สึกที่ลำไส้ใหญ่จะด้านชา ส่งสัญญาณเตือนช้าลงทำให้ไม่อยากเข้าห้องน้ำ
โรคบางชนิดและยาที่แอบขโมยการเคลื่อนตัวของลำไส้
ในบางคน ภาวะถ่ายอุจจาระลำบากหรือมีอาการท้องผูก อาจเกิดจากผลข้างเคียงของการกินยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ ยาลดกรดที่มีส่วนผสมของอะลูมิเนียม หรือยารักษาโรคซึมเศร้า รวมถึงโรคทางกายบางอย่าง เช่น ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ หรือโรคระบบประสาท
ปรับพฤติกรรมอย่างไรให้ลำไส้กลับมาทำงานเองได้
การพึ่งพายาระบายติดต่อกันนานๆ ไม่ใช่ทางออกที่ดีครับ เพราะจะทำให้ลำไส้ชินและขี้เกียจกว่าเดิม หมอแนะนำให้เริ่มจากการปรับสมดุลจากข้างในด้วยวิธีธรรมชาติเหล่านี้ครับ
เพิ่มไฟเบอร์และน้ำให้ถูกจังหวะ: กินผักผลไม้สดธัญพืชไม่ขัดสีให้มากขึ้น พร้อมกับจิบน้ำเปล่าอุณหภูมิห้องให้ได้อย่างน้อย 1.5 ถึง 2 ลิตรต่อวัน น้ำจะช่วยอุ้มน้ำในกากใยทำให้อุจจาระนิ่มลง
ฝึกกิจวัตรการเข้าห้องน้ำเวลาเดิม: พยายามฝึกนั่งห้องน้ำช่วงเวลาเดิมทุกวัน เช่น หลังตื่นนอนตอนเช้าหรือหลังมื้ออาหาร แม้จะไม่ปวดก็ให้นั่งรอสัก 10 ถึง 15 นาที เพื่อให้ร่างกายจดจำนาฬิกาชีวิตใหม่
ขยับร่างกายเพื่อปลุกำไส้: การออกกำลังกายเบาๆ เช่น การเดินเร็ว โยคะ หรือการนวดหน้าท้องวนตามเข็มนาฬิกา จะช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ได้ดีมากครับ
อาการแบบไหนที่ปล่อยไว้ไม่ได้ต้องรีบมาหาหมอ
โดยทั่วไปอาการท้องผูกมักดีขึ้นได้หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ถ้าใครมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย หมอแนะนำให้มาตรวจอย่างละเอียดเพื่อความปลอดภัยครับ
- มีเลือดสดปนออกมากับอุจจาระ หรืออุจจาระมีสีดำสนิทเหมือนยางมะตอย
- น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ แบบไม่ได้ตั้งใจลดความอ้วน
- ปวดท้องน้อยเรื้อรัง หรือท้องอืดแน่นจนกินอะไรไม่ลง
- อาการท้องผูกเกิดขึ้นฉับพลันในผู้สูงอายุที่ไม่เคยท้องผูกมาก่อน
การดูแลลำไส้ให้แข็งแรงต้องอาศัยเวลาและความสม่ำเสมอครับ ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทีละนิด เริ่มต้นจากการดื่มน้ำให้มากขึ้นและกินผักในทุกมื้ออาหาร ลำไส้ของเราก็จะกลับมาทำงานได้อย่างราบรื่นและมีความสุขในการขับถ่ายอีกครั้งครับ