หลายคนมักเข้าใจผิดว่าโรคงูสวัดเป็นเพียงแค่โรคผิวหนังที่มีตุ่มน้ำใสขึ้นตามตัว พอกินยา ทายา ผื่นแห้งตกสะเก็ดแล้วก็คือจบเรื่อง แต่ในความเป็นจริง ในห้องตรวจของหมอ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ตุ่มน้ำเหล่านั้น แต่คือความทรมานที่เกิดขึ้นหลังจากผื่นหายไปแล้ว บางคนปวดแสบปวดร้อนทุรนทุรายจนนอนไม่ได้ บางคนปากเบี้ยวครึ่งซีก หรือบางรายรุนแรงถึงขั้นซึม สับสน และหมดสติ สิ่งเหล่านี้เกิดจากการที่เชื้อไวรัสไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ผิวหนัง แต่เล็ดลอดเข้าไปทำลายระบบประสาทส่วนลึก
เส้นทางเดินทางของไวรัส จากปมประสาทสู่การอักเสบรุนแรง
เมื่อเราเคยเป็นอีสุกอีใสในวัยเด็ก แม้ตัวโรคจะหายไปแล้ว แต่เชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus) ไม่ได้หายไปไหน มันจะเข้าไปซ่อนตัวอย่างสงบอยู่ในปมประสาทใต้ผิวหนังของเราอย่างเงียบเชียบ รอคอยวันที่ร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันตกลง เชื้อที่เคยหลับใหลจะตื่นขึ้นมาอีกครั้งและวิ่งพล่านไปตามเส้นประสาท แสดงอาการออกมาเป็นผื่นแดงและตุ่มน้ำใสตามแนวเส้นประสาทนั้นๆ
ทว่า ในรายที่ภูมิคุ้มกันต่ำมากๆ หรือผู้สูงอายุ เชื้อไวรัสจะไม่หยุดอยู่แค่ปลายประสาทที่ผิวหนัง แต่มันสามารถเดินทางย้อนศรกลับเข้าไปยังส่วนกลาง ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทและสมองที่สร้างความเสียหายอย่างถาวรหากรักษาไม่ทันเวลา
สัญญาณเตือนอันตรายเมื่อไวรัสลุกลามเข้าระบบประสาท
หมออยากให้สังเกตอาการผิดปกติเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือสัญญาณบ่งชี้ว่าเส้นประสาทและสมองกำลังถูกจู่โจมอย่างหนัก
อาการปวดแสบปวดร้อนแสนสาหัสแม้ผื่นจะหายไปแล้ว
นี่คือภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยที่สุด เรียกว่าอาการปวดประสาทหลังเป็นงูสวัด (Postherpetic Neuralgia) เกิดจากเส้นประสาทถูกไวรัสทำลายจนเสียหาย ส่งกระแสประสาทผิดปกติไปยังสมอง ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดแปลบเหมือนไฟช็อต หรือแสบร้อนเหมือนโดนพริกทาตลอดเวลา แม้เพียงแค่เสื้อผ้าสัมผัสเบาๆ ก็เจ็บปวดจนทนไม่ได้ อาการนี้อาจคงอยู่เป็นเดือนหรือเป็นปี
ปากเบี้ยว หน้าเบี้ยวครึ่งซีก หูอื้อ และเวียนศีรษะ
เมื่อไวรัสจู่โจมเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 และ 8 จะทำให้เกิดกลุ่มอาการที่เรียกว่า แรมเซย์ ฮันท์ ซินโดรม (Ramsay Hunt Syndrome) ผู้ป่วยจะมีตุ่มน้ำใสขึ้นในรูหู ร่วมกับอาการใบหน้าอัมพาตครึ่งซีก หลับตาไม่สนิท ปากเบี้ยว มุมปากตก ทรงตัวไม่ได้ และอาจสูญเสียการได้ยินชั่วคราวหรือถาวร
ปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง ซึมลง หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป
หากไวรัสลามเข้าไปถึงเนื้อสมองและเยื่อหุ้มสมอง จะทำให้เกิดสมองอักเสบ (Encephalitis) หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดศีรษะอย่างรุนแรง อาเจียนพุ่ง คอแข็งเกร็ง สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง หรืออาจมีอาการชักและหมดสติ ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที
แขนขาอ่อนแรง ชาตามตัว หรือกลั้นขับถ่ายไม่ได้
เมื่อไวรัสลุกลามเข้าสู่ไขสันหลัง จะทำให้เกิดภาวะไขสันหลังอักเสบ (Myelitis) ส่งผลให้การส่งสัญญาณประสาทไปยังแขนขาติดขัด ผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกชา ลามไปสู่อาการอ่อนแรงของแขนขา เดินไม่ได้ และอาจสูญเสียการควบคุมการขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ
กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังภาวะแทรกซ้อนเป็นพิเศษ
แม้ทุกคนที่เป็นงูสวัดจะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ แต่กลุ่มคนที่มีปัจจัยเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
- ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติเริ่มเสื่อมถอยลง
- ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรักษาด้วยเคมีบำบัด หรือผู้ที่ต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกันเป็นประจำ
- ผู้ที่มีผื่นขึ้นบริเวณใบหน้า รอบดวงตา หรือหน้าผาก เนื่องจากไวรัสอยู่ใกล้กับเส้นประสาทสมองและสมองส่วนกลางมากที่สุด
วิธีรับมือและรักษาเพื่อกู้คืนระบบประสาท
การรักษาภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทต้องอาศัยความรวดเร็วเป็นสำคัญ ยิ่งรักษาเร็ว โอกาสที่เส้นประสาทจะเสียหายถาวรยิ่งน้อยลง โดยแพทย์จะพิจารณาการรักษาดังนี้
- การให้ยาต้านไวรัสชนิดฉีดเข้าเส้นเลือด ในกรณีที่มีการติดเชื้อในสมองหรือเยื่อหุ้มสมอง เพื่อหยุดการแบ่งตัวของไวรัสให้เร็วที่สุด
- การใช้ยาระงับประสาทเฉพาะจุด เพื่อบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนจากเส้นประสาทอักเสบ ซึ่งยาลดไข้หรือยาแก้ปวดพาราเซตามอลทั่วไปมักจะไม่ได้ผล
- การให้ยาสเตียรอยด์ เพื่อลดการอักเสบและบวมของเส้นประสาทในรายที่มีอาการหน้าเบี้ยวครึ่งซีก
ป้องกันไว้ก่อนดีกว่าแก้: วิธีลดความเสี่ยงงูสวัดขึ้นสมอง
หมอมักจะบอกคนไข้เสมอว่า การป้องกันไม่ให้เกิดโรคนั้นง่ายและทรมานน้อยกว่าการรักษาหลายเท่า วิธีที่ดีที่สุดในตอนนี้คือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง วัคซีนชนิดใหม่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการเกิดโรค และที่สำคัญที่สุดคือช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทและสมองได้อย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่ไปกับการดูแลร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อไม่เปิดโอกาสให้ไวรัสร้ายตัวนี้ตื่นขึ้นมาทำร้ายเราได้อีก