เคยไหมที่นั่งเฝ้าลูกน้อยนอนหลับกลางดึก แล้วรู้สึกว่าหน้าอกของลูกขยับขึ้นลงเร็วผิดปกติ แถมบริเวณใต้ชายโครงยังยุบลงไปลึกจนเห็นกระดูกซี่โครงโผล่ขึ้นมาเป็นแนวซี่ๆ ชัดเจน อาการเหล่านี้มักสร้างความกังวลใจให้คุณพ่อคุณแม่ไม่น้อย เพราะไม่แน่ใจว่าลูกแค่หายใจแรงตามปกติ หรือกำลังส่งสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังขาดออกซิเจนกันแน่
ในฐานะหมอที่เจอกับเคสเด็กที่มีปัญหาทางเดินหายใจอยู่บ่อยครั้ง หมออยากบอกว่าการสังเกตลักษณะการหายใจของลูกเป็นทักษะสำคัญที่พ่อแม่ทุกคนควรมีติดตัว เพราะทางเดินหายใจของเด็กเล็กมีขนาดเล็กและอุดตันได้ง่ายมาก การรู้เท่าทันอาการผิดปกติเพียงเล็กน้อยสามารถช่วยป้องกันไม่ให้อาการลุกลามจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ทำไมเวลาหายใจลำบาก ถึงต้องมีอาการซี่โครงบานหรืออกบุ๋ม?
เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น หมออยากชวนมาเข้าใจกลไกการทำงานของร่างกายกันก่อน โดยปกติเวลาเราหายใจเข้า ปอดจะขยายตัวและกะบังลมจะเคลื่อนตัวลงต่ำ แต่เมื่อใดก็ตามที่ลูกมีภาวะทางเดินหายใจอุดตันหรือปอดอักเสบ เช่น จากเชื้อไวรัส RSV ไข้หวัดใหญ่ หรือหอบหืด ปอดจะไม่สามารถรับอากาศเข้าไปได้สะดวกเหมือนเดิม
เมื่อปอดทำงานได้ยากขึ้น ร่างกายจึงต้องพยายามแก้ปัญหาด้วยการออกแรงเฮือกใหญ่เพื่อดึงอากาศเข้าปอดให้ได้มากที่สุด ร่างกายจะเริ่มเรียกใช้กล้ามเนื้อส่วนอื่นมาช่วยเสริม ได้แก่ กล้ามเนื้อรอบชายโครง กล้ามเนื้อใต้ลิ้นปี่ และกล้ามเนื้อบริเวณคอ การออกแรงดึงอย่างรุนแรงนี้เองที่ทำให้ผิวหนังและเนื้อเยื่ออ่อนบริเวณใต้ชายโครงถูกดูดบุ๋มเข้าไปด้านใน ในขณะที่กระดูกซี่โครงส่วนบนขยายตัวเด่นชัดขึ้นมา จนเรามองเห็นเป็นลักษณะที่เรียกว่าซี่โครงบานหรืออกบุ๋มนั่นเอง
วิธีสังเกตอาการหายใจลำบาก เช็กอย่างไรว่าลูกกำลังแย่
การตรวจเช็กอาการหายใจลำบากในเด็กเล็ก ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือแพทย์ราคาแพงเลย เพียงแค่ใช้ดวงตาและหูของคุณพ่อคุณแม่คอยสังเกตตามแนวทางต่อไปนี้อย่างใกล้ชิด
- นับอัตราการหายใจตอนหลับ: วิธีนี้แม่นยำที่สุด โดยให้นับการกระเพื่อมขึ้นลงของหน้าอกลูกตอนที่เขาหลับสนิทและไม่มีไข้ นับให้ครบ 1 นาทีเต็ม หากพบว่าอัตราการหายใจเร็วเกินเกณฑ์ดังต่อไปนี้ แปลว่าอาจมีอาการหายใจเร็วผิดปกติ
- เด็กอายุน้อยกว่า 2 เดือน: หายใจตั้งแต่ 60 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
- เด็กอายุ 2 เดือนถึง 11 เดือน: หายใจตั้งแต่ 50 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
- เด็กอายุ 1 ปีถึง 5 ปี: หายใจตั้งแต่ 40 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
- สังเกตอาการปีกจมูกบาน: เวลาหายใจเข้า รูจมูกของลูกจะบานออกกว้างกว่าปกติเพื่อพยายามสูดลมหายใจเข้าไป
- สังเกตการเคลื่อนไหวของทรวงอกและท้อง: หากลูกหายใจปกติ อกและท้องจะขยับขึ้นลงพร้อมกัน แต่หากลูกหายใจลำบาก อกและท้องจะขยับสลับกันเหมือนไม้กระดานหก
- ตรวจดูรอยบุ๋มตามร่างกาย: ให้เปิดเสื้อของลูกดูบริเวณใต้ชายโครง บริเวณรอยต่อตรงกลางหน้าอก (ลิ้นปี่) หรือร่องเหนือกระดูกไหปลาร้า หากพบว่าผิวหนังบริเวณเหล่านี้ยุบฮวบเข้าไปตามจังหวะการหายใจเข้า นั่นคือสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจน
แยกให้ออก: ซี่โครงบานจากโครงสร้างร่างกาย กับ ซี่โครงบานจากการหายใจหอบ
หมอมักโดนคุณพ่อคุณแม่ถามบ่อยๆ ว่า สรุปแล้วลูกซี่โครงบานเพราะป่วย หรือเป็นเพราะโครงสร้างกระดูกของเขาเองกันแน่ จุดนี้สามารถแยกแยะได้ง่ายๆ ดังนี้
หากเป็น ซี่โครงบานจากโครงสร้างกระดูกปกติ ลูกจะมีแผงอกด้านล่างผายออกเด่นชัดอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะตอนตื่น นอนหลับ หัวเราะ หรือวิ่งเล่น โดยที่ลูกไม่มีอาการเหนื่อยหอบ ไม่มีอาการไอ ไม่มีไข้ กินนมและเล่นได้ตามปกติ โครงสร้างแบบนี้อาจเกิดจากพันธุกรรมหรือการขาดวิตามินดีในวัยทารก ซึ่งไม่ได้อันตรายต่อระบบหายใจในปัจจุบัน
แต่หากเป็น ซี่โครงบานจากการหายใจลำบาก อาการนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะช่วงที่ลูกไม่สบาย มีไข้ หรือไอจามอย่างหนัก โดยจะเห็นซี่โครงบุ๋มเข้าและบานออกเป็นจังหวะตามการหายใจเข้าออก หากลูกอยู่นิ่งๆ หรืออาการป่วยดีขึ้น อาการซี่โครงบานนี้ก็จะหายไปเอง
อาการแบบไหนที่แปลว่าวิกฤต ต้องรีบพาลูกไปโรงพยาบาลทันที
หากสังเกตพบอาการหายใจลำบากร่วมกับสัญญาณเตือนเหล่านี้ หมอขอแนะนำว่าอย่านิ่งนอนใจและไม่ต้องรอจนถึงเช้า ให้รีบพาลูกส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที
- ลูกเริ่มมีริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้าเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ หรือซีดเซียว
- มีเสียงหายใจดังผิดปกติ เช่น เสียงวี๊ด เสียงครืดคราดในลำคอ หรือเสียงครวญครางขณะหายใจออก
- ลูกซึมลงมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมกินนม หรือไม่สามารถดูดนมได้เลยเพราะต้องใช้แรงไปกับการหายใจ
- มีอาการหายใจสะดุด หรือหยุดหายใจเป็นช่วงสั้นๆ
สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำทันทีเมื่อพบว่าลูกเริ่มหายใจติดขัด
ในระหว่างที่กำลังเตรียมตัวพาไปพบแพทย์ หรือรอรถพยาบาล สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งสติและปฏิบัติตามขั้นตอนปฐมพยาบาลเบื้องต้นดังนี้เพื่อช่วยให้ลูกหายใจได้สบายขึ้น
เริ่มจากการจัดท่าทางให้ลูกนอนในท่าที่สบายที่สุด โดยแนะนำให้นอนยกศีรษะและลำตัวส่วนบนสูงขึ้นเล็กน้อยประมาณ 30 องศา หลีกเลี่ยงการนอนราบสนิทเพราะจะทำให้กะบังลมกดทับปอดและหายใจลำบากยิ่งขึ้น จากนั้นทำการคลายเสื้อผ้าของลูกให้หลวม ไม่รัดแน่นจนเกินไป และหากลูกมีน้ำมูกอุดตันในจมูก ให้ใช้ลูกยางแดงหรือเครื่องดูดน้ำมูกช่วยดูดออกเบ่งเบา เพื่อเปิดทางเดินหายใจส่วนบนให้โล่งขึ้น
การหมั่นสังเกตลักษณะการหายใจของลูกน้อยในยามปกติ จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่จับสังเกตความผิดปกติได้รวดเร็วขึ้นเมื่อยามเขาเจ็บป่วย และช่วยให้เข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างทันท่วงที