ตื่นมาแล้วรู้สึกว่าตาปรือ ลืมไม่ค่อยขึ้น เหมือนคนนอนไม่พอตลอดเวลา
ช่วงนี้เวลากระจกส่องหน้าแล้วรู้สึกไหมว่า ทำไมตาข้างหนึ่งมันดูตกกว่าอีกข้าง หรือเวลาจะมองอะไรต้องเลิกคิ้วสูงๆ จนหน้าผากย่นไปหมด อาการแบบนี้หลายคนมักคิดว่าเป็นเพราะนอนน้อย อายุมากขึ้น หรือหน้าตา, เปลือกตาหย่อนคล้อยไปตามวัยธรรมดา แต่ในมุมมองของหมอ ถ้าอาการเหล่านี้เกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว หรือเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มรบกวนการมองเห็นและการใช้ชีวิตประจำวัน อาจไม่ใช่แค่เรื่องความเหนื่อยล้าสะสมแล้วครับ แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของ ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ที่เราควรทำความเข้าใจให้ถูกต้องก่อนที่มันจะส่งผลกระทบมากกว่าเดิม
ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง คืออะไร และต่างจากหนังตาตกตามวัยอย่างไร
พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (Myasthenia Gravis หรือภาวะความผิดปกติของกล้ามเนื้อเปิดเปลือกตา) เกิดจากความผิดปกติของการทำงานระหว่างเส้นประสาทและกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ยกเปลือกตาขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อส่วนนี้ไม่มีแรงพอที่จะพยุงหนังตาให้อยู่ในระดับปกติได้
หลายคนชอบสับสนระหว่างตากตกจากกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงกับหนังตาตกจากผิวหนังส่วนเกินตามอายุ ซึ่งวิธีสังเกตง่ายๆ คือ
- หนังตาตกตามวัย: เกิดจากผิวหนังเปลือกตามีความหย่อนคล้อยและไขมันสะสมตามอายุที่เพิ่มขึ้น แต่ม่านตาหรือตาดำยังอยู่ในระดับปกติ กล้ามเนื้อข้างในยังทำงานได้ดี
- ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง: ตัวขอบเปลือกตาบนจะตกลงมาบังตาดำมากกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด บางคนตกลงมามากจนบังรูม่านตาทำให้มองเห็นไม่ถนัด และมักจะมีอาการล้าที่ดวงตามากขึ้นในช่วงเย็นหรือเวลาที่ใช้งานสายตานานๆ
สำรวจตัวเองด่วน สัญญาณแบบไหนที่ฟ้องว่ากล้ามเนื้อตาเริ่มสู้ไม่ไหว
โรคนี้มักไม่ได้แสดงอาการรุนแรงในทันที แต่จะมีสัญญาณเตือนเล็กๆ น้อยๆ ที่คนไข้มักเล่าให้หมอฟังตอนมาตรวจที่คลินิกอยู่เสมอ ลองเช็กดูว่าเรามีอาการเหล่านี้หรือเปล่า
- ตื่นนอนตอนเช้าอาการปกติ แต่พอตกบ่ายหรือช่วงค่ำ หนังตาเริ่มตกรak ลืมตาแทบไม่ขึ้น
- เวลาจะมองทางข้างหน้าต้องพยายามเลิกคิ้วสูงๆ หรือเงยหน้าขึ้นมองโดยไม่รู้ตัว
- รู้สึกตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อนในบางเวลา โดยเฉพาะเวลาใช้งานคอมพิวเตอร์หรือมือถือ
- รู้สึกว่าหนังตาหนักอึ้งเหมือนมีอะไรมาถ่วงไว้ตลอดเวลา
สาเหตุที่แท้จริงเกิดจากอะไร ทำไมอยู่ๆ ถึงเป็น
สาเหตุของ ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง นั้นแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักๆ ที่หมออยากให้แยกแยะให้ชัดเจน
กลุ่มที่เป็นแต่กำเนิด
กลุ่มนี้เกิดจากความผิดปกติของการพัฒนาตัวของกล้ามเนื้อที่ใช้ยกเปลือกตาตั้งแต่ตอนอยู่ในครรภ์มารดา เด็กที่เกิดมาจะมีอาการหนังตาตกตั้งแต่เด็กเล็ก ซึ่งแพทย์มักจะต้องประเมินเพื่อหาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมตามช่วงวัย
กลุ่มที่เพิ่งมาเป็นตอนโตหรือวัยผู้ใหญ่
ส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมตามวัย กล้ามเนื้อบริเวณเปลือกตาเริ่มยืดหรือหลุดจากตำแหน่งเดิม หรือในบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับโรคทางภูมิคุ้มกันต้านตนเองที่ไปขัดขวางการส่งกระแสประสาทมายังกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด
ปล่อยไว้ไม่รักษา จะเกิดผลเสียอะไรร้ายแรงตามมา
หลายคนคิดว่าอาการตาตกเป็นแค่เรื่องความสวยงาม แต่มันมีเรื่องสุขภาพและการมองเห็นที่สำคัญกว่านั้นซ่อนอยู่ ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา ผลกระทบที่จะตามมามีดังนี้ครับ
- การมองเห็นแย่ลง: เมื่อหนังตกลงมาบังรูม่านตา ลานสายตาจะแคบลง มองเห็นได้ไม่เต็มที่ เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ เช่น การเดินสะดุด หรือการขับรถ
- ปวดหัวเรื้อรัง: เพราะร่างกายพยายามชดเชยด้วยการใช้กล้ามเนื้อหน้าผากและคิ้วช่วยดึงหนังตาขึ้นตลอดเวลา ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นเกร็งตัวและเกิดอาการปวดหัวตามมา
- ภาวะตาขี้เกียจ: หากเกิดขึ้นในเด็กหรือปล่อยให้ตราบังเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้การพัฒนาการมองเห็นของตานั้นข้างนั้นเสียไปถาวร
วิธีรักษาและการดูแลตัวเองเมื่อเผชิญกับภาวะนี้
ข่าวดีคือ ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง สามารถรักษาและแก้ไขให้ดีขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและสาเหตุที่ตรวจพบ
- การรักษาด้วยยา: หากตรวจพบว่าเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันหรือการส่งกระแสประสาท แพทย์จะพิจารณาให้ยาเพื่อช่วยปรับการทำงานให้ดีขึ้น
- การผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตา: เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมและตรงจุดที่สุดสำหรับผู้ที่มีกล้ามเนื้อตาหย่อนยานหรือหลุดจากตำแหน่ง แพทย์จะทำการปรับความตึงของกล้ามเนื้อยกเปลือกตาให้กลับมาอยู่ในระดับปกติ ทำให้ดวงตากลับมาเปิดกว้าง สดใส และมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น
- การปรับพฤติกรรมระหว่างวัน: พยายามหลีกเลี่ยงการใช้สายตานิดๆ หน่อยๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน พักสายตาเป็นระยะ และหากมีอาการตาล้าควรหลับตาพักผ่อนเพื่อให้กล้ามเนื้อได้คลายตัว
อาการแบบไหนที่ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียดทันที
หากคุณเริ่มสังเกตว่าอาการหนังตาตกเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน มีอาการเห็นภาพซ้อนร่วมด้วย กลืนลำบาก พูดไม่ชัด หรือรู้สึกอ่อนแรงที่แขนและขาร่วมด้วย อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเฉพาะที่ธรรมดา แต่อาจเป็นโรคทางระบบประสาทที่ต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทางโดยด่วนที่สุด อย่าปล่อยไว้นานจนกระทบกับการมองเห็นและคุณภาพชีวิต ลองเข้ามาพูดคุยและให้แพทย์ตรวจประเมินอาการอย่างละเอียดจะดีที่สุดครับ