"หมอครับ ผมเคยเป็นงูสวัดทรมานอยู่เป็นเดือน ตอนนี้แผลหายสนิทแล้ว แปลว่าผมมีภูมิคุ้มกันแล้วใช่ไหม คงไม่ต้องฉีดวัคซีนแล้วล่ะมั้ง" นี่คือคำถามยอดฮิตที่หมอมักจะได้ยินบ่อยๆ ในห้องตรวจ คนไข้หลายคนเข้าใจผิดว่าการเป็นงูสวัดหนึ่งครั้งเปรียบเสมือนการได้รับวัคซีนธรรมชาติที่จะช่วยปกป้องร่างกายไปตลอดชีวิต แต่ในความเป็นจริงแล้ว เชื้อไวรัสตัวร้ายนี้ไม่ได้หายไปไหนเลย มันแค่ซ่อนตัวรอวันกลับมาโจมตีเราซ้ำสอง
เคยเป็นงูสวัดแล้ว ทำไมยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีก?
เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น หมอขอเล่าให้ฟังก่อนว่า โรคงูสวัดเกิดจากไวรัสชนิดเดียวกับโรคอีสุกอีใส (Varicella Zoster Virus) เมื่อเราหายจากอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสนี้จะไม่ยอมล้มหายตายจากไป แต่มันจะแอบหนีไปนอนหลับใหลอยู่ที่ปมประสาทใต้ผิวหนังของเราอย่างเงียบๆ เป็นเวลาหลายสิบปี
วันดีคืนดีเมื่อร่างกายของเราอ่อนแอลง เช่น อายุที่มากขึ้น ความเครียดสะสม การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีโรคประจำตัวที่ทำให้ภูมิคุ้มกันตก ไวรัสที่นอนหลับอยู่ก็จะตื่นขึ้นมาแล้ววิ่งเล่นตามเส้นประสาท ออกมาเป็นตุ่มน้ำใสๆ ที่สร้างความปวดแสบปวดร้อนอย่างแสนสาหัส ซึ่งหลังจากที่แผลพุพองตกสะเก็ดและหายดีแล้ว เชื้อไวรัสก็ไม่ได้หายไปไหน แต่มันจะกลับเข้าไปซ่อนตัวที่ปมประสาทตามเดิม นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงยังมีโอกาสกลับมาเป็นงูสวัดซ้ำได้อีกเรื่อยๆ ตราบใดที่ร่างกายของเราอ่อนแอลง
ทำไมคนที่เคยทรมานจากงูสวัดมาแล้ว ยิ่งต้องฉีดวัคซีนป้องกัน
จากสถิติทางการแพทย์พบว่า คนที่เคยเป็นโรคงูสวัดมาแล้ว มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีก และในบางราย อาการปวดเสียวแปลบตามแนวเส้นประสาทหลังจากแผลหายดีแล้ว หรือที่หมอเรียกว่า อาการปวดประสาทหลังเป็นงูสวัด (Postherpetic Neuralgia: PHN) อาจคงอยู่ยาวนานเป็นเดือนหรือเป็นปี ซึ่งสร้างความทรมานในการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก
ดังนั้น การฉีดวัคซีนในผู้ที่เคยมีประวัติการเป็นโรคงูสวัดมาก่อน จึงเป็นเรื่องที่หมอแนะนำและเน้นย้ำอยู่เสมอ เพราะการฉีดวัคซีนจะเข้าไปช่วยกระตุ้นเม็ดเลือดขาวและระบบภูมิคุ้มกันให้ตื่นตัว เพื่อช่วยกันกดทับไม่ให้เชื้อไวรัสที่ซ่อนอยู่ตื่นขึ้นมาแผลงฤทธิ์ได้อีก และที่สำคัญที่สุดคือ หากเกิดแจ็กพอตกลับมาเป็นซ้ำจริงๆ วัคซีนจะช่วยลดความรุนแรงของโรค และลดโอกาสในการเกิดอาการปวดเส้นประสาทเรื้อรังได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก
ต้องทิ้งระยะห่างนานแค่ไหน หลังหายจากงูสวัดถึงจะเริ่มฉีดวัคซีนได้?
สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเข้ารับการฉีดวัคซีน หมอแนะนำให้ประเมินตามหลักเกณฑ์ง่ายๆ ดังนี้
- ต้องรอให้แผลหายสนิท: ห้ามฉีดวัคซีนในขณะที่ร่างกายกำลังมีผื่นหรือตุ่มน้ำใสของงูสวัดขึ้นอย่างเด็ดขาด
- ผ่านพ้นระยะเฉียบพลัน: ควรรอให้อาการเจ็บป่วยเฉียบพลันและอาการไข้หายดีก่อน
- ระยะเวลาที่แนะนำ: โดยทั่วไปแล้ว หมอแนะนำให้เว้นระยะห่างหลังจากแผลตกสะเก็ดและหายดีแล้วประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติเริ่มคงที่ และพร้อมสำหรับการกระตุ้นด้วยวัคซีนอย่างเต็มที่
เลือกวัคซีนแบบไหนดี? ทำความรู้จักอาวุธป้องกันร่างกายชิ้นสำคัญ
ในอดีตเราอาจจะคุ้นเคยกับวัคซีนงูสวัดชนิดเชื้ออ่อน (Live Attenuated Vaccine) แต่ปัจจุบันทางการแพทย์ได้มีการพัฒนาวัคซีนชนิดใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมมาก นั่นคือ วัคซีนชนิดสารโปรตีนหน่วยย่อยหรือซับยูนิต (Recombinant Subunit Vaccine)
ข้อดีของวัคซีนรุ่นใหม่ที่หมออยากแนะนำ
- ประสิทธิภาพสูงยาวนาน: สามารถป้องกันโรคงูสวัดได้สูงกว่า 90% และมีระดับภูมิคุ้มกันที่คงอยู่ได้ยาวนานกว่า
- ปลอดภัยสำหรับผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง: เนื่องจากไม่มีส่วนประกอบของเชื้อไวรัสที่มีชีวิต คนไข้ที่มีโรคประจำตัวหรือกำลังรักษาตัวด้วยยาที่กดภูมิคุ้มกันจึงสามารถฉีดได้อย่างปลอดภัย
- ฉีดเพียง 2 เข็ม: โดยเว้นระยะห่างจากเข็มแรกประมาณ 2 ถึง 6 เดือน เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้สูงที่สุด
อาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนที่อาจเกิดขึ้น และวิธีดูแลตัวเองง่ายๆ
หลังฉีดวัคซีนงูสวัด ร่างกายอาจมีปฏิกิริยาตอบสนองซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่แสดงว่าระบบภูมิคุ้มกันของเรากำลังทำงาน โดยอาการที่พบบ่อยได้แก่
- มีอาการปวด บวม แดง หรือตึงบริเวณต้นแขนที่ฉีดวัคซีน
- รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว อ่อนเพลีย หรือมีไข้ต่ำๆ
- ปวดศีรษะหรือปวดเมื่อยตามตัว
วิธีรับมือง่ายๆ คือ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำสะอาดมากๆ และหากมีอาการปวดหรือมีไข้ สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการได้ โดยทั่วไปอาการเหล่านี้จะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเองภายใน 2-3 วัน
ตรวจเช็กความพร้อมก่อนเดินเข้าห้องฉีดวัคซีน
ก่อนตัดสินใจเข้ารับการฉีดวัคซีน หมออยากแนะนำให้คนไข้ทุกคนเข้ามาพูดคุยปรึกษากับหมอก่อน เพื่อซักประวัติสุขภาพอย่างละเอียด โดยเฉพาะเรื่องของโรคประจำตัว ยาที่กำลังรับประทานอยู่ รวมถึงประวัติการแพ้ยาหรือแพ้วัคซีนในอดีต เพื่อที่หมอจะได้ช่วยวางแผนการฉีดวัคซีนที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับร่างกายของคนไข้แต่ละคนมากที่สุด
การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ หมอไม่อยากเห็นคนไข้คนไหนต้องทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดของงูสวัดซ้ำสอง หากใครที่เคยมีประสบการณ์เป็นงูสวัดมาแล้ว และยังไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกัน ลองหาเวลาเข้ามาปรึกษาหมอที่คลินิกได้ตลอดเวลา เพื่อสุขภาพที่ดีและความสบายใจในการใช้ชีวิตในทุกๆ วัน