หมอมักจะเจอคนไข้หลายคนที่เดินเข้ามาในคลินิกด้วยแววตากังวล พร้อมกับเล่าถึงความทรมานจากโรคงูสวัดที่เคยเผชิญ บางคนบอกว่าปวดแสบปวดร้อนจนนอนไม่ได้อยู่เป็นสัปดาห์ หรือบางคนก็ยังมีอาการปวดตื้อๆ ตามแนวเส้นประสาทหลงเหลืออยู่แม้แผลจะแห้งไปนานแล้ว และคำถามยอดฮิตที่หมอมักจะได้รับฟังอยู่เสมอก็คือ ในเมื่อเคยเป็นงูสวัดไปแล้วครั้งหนึ่ง ร่างกายก็น่าจะมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติแล้วไม่ใช่หรือ แล้วทำไมหมอถึงยังแนะนำให้เจ็บตัวฉีดวัคซีนซ้ำอีกรอบ
ความจริงที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือ เชื้อไวรัสชนิดนี้ไม่ได้หายไปจากร่างกายเราอย่างถาวร และการกลับมาเป็นซ้ำเขย่าขวัญเราได้เสมอ วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ว่าทำไมการป้องกันเชิงรุกถึงสำคัญ และทำไมคนที่เคยผ่านสมรภูมิงูสวัดมาแล้ว ยิ่งจำเป็นต้องได้รับวัคซีน
เคยเป็นงูสวัดมาแล้ว ทำไมร่างกายยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีก?
ตัวการร้ายของโรคงูสวัดคือเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เราเป็นโรคอีสุกอีใสในวัยเด็ก เมื่อเราหายจากโรคอีสุกอีใส เชื้อตัวนี้ไม่ได้ล้มตายหายไปไหน แต่มันจะเข้าไปซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบๆ ในปมประสาทของเรา รอคอยวันที่ร่างกายอ่อนแอ เครียดสะสม พักผ่อนไม่เพียงพอ หรืออายุที่มากขึ้นจนระบบภูมิคุ้มกันเสื่อมถอยลง เชื้อที่นอนหลับอยู่ก็จะตื่นขึ้นมาแผลงฤทธิ์อีกครั้ง กลายเป็นตุ่มน้ำใสตามแนวเส้นประสาทที่สร้างความเจ็บปวดอย่างรุนแรง
แม้ว่าการเป็นงูสวัดจะทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาส่วนหนึ่ง แต่ภูมิคุ้มกันตามธรรมชาตินี้จะค่อยๆ ลดระดับลงตามกาลเวลา ไม่ได้อยู่ยงคงกระพันตลอดไป นั่นหมายความว่าเรามีโอกาสที่จะกลับมาเป็นงูสวัดซ้ำสอง หรือซ้ำสามได้อีกเรื่อยๆ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง การพึ่งพาเพียงภูมิคุ้มกันธรรมชาติจึงไม่เพียงพอ และนี่คือเหตุผลที่หมอเน้นย้ำเรื่อง การฉีดวัคซีนในผู้ที่เคยมีประวัติเป็นโรคงูสวัดมาก่อน เพื่อเข้าไปกระตุ้นและสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
หายดีจากงูสวัดแล้วรอก่อน: ควรเว้นระยะห่างนานแค่ไหนถึงจะไปฉีดวัคซีนได้?
สำหรับคนไข้ที่เพิ่งผ่านพ้นช่วงเวลาอันทุกข์ทรมานจากผื่นงูสวัดมาหมาดๆ หมอแนะนำว่าอย่าเพิ่งรีบร้อนเดินมาฉีดวัคซีนทันที หลักการสำคัญคือเราต้องรอให้ร่างกายฟื้นฟูสภาพเสียก่อน โดยมีเกณฑ์การพิจารณาง่ายๆ ดังนี้
- รอให้ตุ่มน้ำและแผลแห้งสนิท: ต้องรอให้รอยโรคตามผิวหนังหายดีเป็นปกติ ไม่มีตุ่มน้ำใหม่เกิดขึ้น และสะเก็ดแผลหลุดลอกออกไปจนหมด
- พ้นระยะเฉียบพลันของโรค: อาการไข้ อาการปวดแสบปวดร้อนในระยะเริ่มต้นต้องสงบลงอย่างชัดเจน
- ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด: ทางการแพทย์มักแนะนำให้เว้นระยะห่างหลังจากหายจากโรคงูสวัดอย่างน้อย 6 เดือน ถึง 1 ปี เนื่องจากในช่วงหลังหายใหม่ๆ ร่างกายยังมีระดับภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่สูงอยู่ การฉีดวัคซีนในช่วงนี้อาจจะไม่ได้รับการกระตุ้นภูมิคุ้มกันอย่างเต็มประสิทธิภาพเท่ากับการรอให้เวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง
เปรียบเทียบวัคซีนงูสวัดตัวใหม่กับตัวเก่า: แบบไหนที่เหมาะกับคนเคยมีประวัติเป็นโรค
หากตัดสินใจที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนแล้ว การเลือกชนิดของวัคซีนก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจ ปัจจุบันในทางการแพทย์มีวัคซีนงูสวัดหลักๆ อยู่สองรูปแบบ ซึ่งมีประสิทธิภาพและเทคโนโลยีการผลิตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
1. วัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิตที่อ่อนฤทธิ์ (Live Attenuated Vaccine)
เป็นวัคซีนรูปแบบดั้งเดิมที่ใช้กันมานาน ข้อดีคือฉีดเพียงเข็มเดียว แต่มีข้อจำกัดค่อนข้างมากคือ ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคจะลดลงอย่างรวดเร็วตามอายุที่มากขึ้น และที่สำคัญคือห้ามใช้ในผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างเด็ดขาด เนื่องจากเป็นวัคซีนที่ใช้เชื้อมีชีวิตที่ทำให้อ่อนฤทธิ์ลง ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายในผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้
2. วัคซีนชนิดสารโปรตีนจำลองร่วมกับสารกระตุ้นภูมิต้านทาน (Recombinant Subunit Vaccine)
นี่คือวัคซีนเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ไม่ใช้เชื้อมีชีวิต แต่เป็นการใช้โปรตีนส่วนประกอบของไวรัสร่วมกับตัวสารกระตุ้นภูมิขั้นสูง ข้อดีของวัคซีนชนิดนี้คือมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคสูงถึงกว่า 90% และประสิทธิภาพยังคงอยู่ในระดับสูงยาวนานแม้เวลาจะผ่านไปหลายปี นอกจากนี้ยังมีความปลอดภัยสูงมาก สามารถฉีดในผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ที่กำลังได้รับยาขยาดภูมิคุ้มกันได้อย่างปลอดภัย โดยวัคซีนชนิดนี้จะต้องฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ห่างกัน 2-6 เดือน
สำหรับผู้ที่เคยมีประวัติเป็นโรคงูสวัดมาก่อน หมอมักจะแนะนำให้เลือกใช้วัคซีนชนิดใหม่นี้ เนื่องจากให้ระดับภูมิคุ้มกันที่สูงกว่าและอยู่ได้ยาวนานกว่า ซึ่งจะช่วยปิดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
สิ่งที่จะได้รับจากการฉีดวัคซีน: ไม่ใช่แค่ป้องกันโรค แต่ป้องกันอาการปวดทรมานเรื้อรัง
ความน่ากลัวที่แท้จริงของโรคงูสวัดไม่ใช่แค่ตุ่มน้ำใสที่ขึ้นตามตัว แต่คือภาวะแทรกซ้อนที่เรียกว่า "อาการปวดเส้นประสาทหลังเป็นงูสวัด" (Postherpetic Neuralgia หรือ PHN) ซึ่งเป็นอาการปวดแสบปวดร้อน ปวดแปลบๆ เหมือนโดนไฟช็อต หรือแม้แต่สัมผัสเบาๆ จากเสื้อผ้าก็ทำให้เจ็บปวดเจียนตาย อาการปวดนี้สามารถคงอยู่ได้เป็นเดือนๆ หรือบางรายเป็นปี ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างรุนแรงจนทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้
การฉีดวัคซีนในผู้ที่เคยมีประวัติเป็นโรคนี้มาก่อน จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะปวดเส้นประสาทเรื้อรังนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ ถึงแม้ว่าในอนาคตจะโชคร้ายกลับมาเป็นซ้ำอีก แต่อาการปวดจะเบาบางลงมาก ระยะเวลาที่เป็นจะสั้นลง และลดโอกาสการเกิดแผลเป็นขนาดใหญ่ได้อย่างดีเยี่ยม เรียกว่าเป็นการจ่ายเบี้ยประกันเพื่อซื้อความอุ่นใจให้กับเส้นประสาทของเราเอง
เตรียมตัวอย่างไรก่อนไปฉีดวัคซีน และวิธีดูแลตัวเองเมื่อมีอาการข้างเคียง
การเตรียมตัวไปฉีดวัคซีนงูสวัดไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อน เพียงแค่ปฏิบัติตามแนวทางง่ายๆ เพื่อให้ร่างกายพร้อมที่สุด
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงก่อนเข้ารับการฉีด
- ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดี
- หากมีไข้ หรือเจ็บป่วยเฉียบพลัน ควรเลื่อนการฉีดออกไปก่อนจนกว่าจะหายดี
- แจ้งแพทย์หรือพยาบาลทุกครั้งหากมีประวัติแพ้ยา แพ้วัคซีน หรือกำลังตั้งครรภ์
หลังฉีดวัคซีน โดยเฉพาะชนิดใหม่ อาจมีปฏิกิริยาข้างเคียงเกิดขึ้นได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่แสดงว่าร่างกายกำลังตอบสนองและสร้างภูมิคุ้มกัน อาการที่พบบ่อยได้แก่ อาการปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีด หรือรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ต่ำๆ และอ่อนเพลีย อาการเหล่านี้มักจะหายไปเองภายใน 2-3 วัน การดูแลตัวเองทำได้ง่ายๆ โดยการประคบเย็นบริเวณที่ปวดตึง และหากมีไข้หรือปวดเมื่อยตัว สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการได้ตามคำแนะนำของแพทย์
สุดท้ายนี้ หมออยากฝากไว้ว่า ความเจ็บปวดจากงูสวัดไม่ใช่เรื่องที่เราควรเสี่ยงเผชิญซ้ำสอง การป้องกันด้วยวัคซีนในวันนี้ คือการลงทุนเพื่อสุขภาพและความสุขในวันข้างหน้า เพื่อที่เราจะได้ใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องคอยกังวลว่าความทรมานในอดีตจะย้อนกลับมาทำร้ายเราอีกครั้ง