ตรวจสุขภาพทีไร หมอทักว่าไขมันพอกตับ แล้วตับเราจะแข็งหรือยัง?
เวลาที่หมอตรวจเลือดแล้วเจอค่าตับขึ้นสูงนิดหน่อย หรือตรวจอัลตราซาวด์แล้วเจอภาวะไขมันพอกตับ คนไข้หลายคนมักจะถามด้วยความกังวลว่า ตับฉันจะเป็นตับแข็งหรือยัง หมอเข้าใจความรู้สึกนี้ดีครับ เพราะในอดีตถ้าอยากรู้ว่าเนื้อตับเริ่มแข็งหรือยัง มีพังผืดมากแค่ไหน แพทย์จำเป็นต้องใช้เข็มเจาะเอาชิ้นเนื้อตับออกมาตรวจ ซึ่งทั้งเจ็บและมีความเสี่ยงพอสมควร
โชคดีที่การแพทย์สมัยนี้ก้าวหน้าไปมาก เรามีวิธีตรวจที่ชิลกว่านั้นเยอะ ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล และรู้ผลได้ทันที นั่นคือการการตรวจความยืดหยุ่นของตับ ที่หมออยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักกันในวันนี้ครับ
การตรวจความยืดหยุ่นของตับ คืออะไร และเช็คอะไรบ้าง?
พูดง่ายๆ การตรวจนี้ก็เหมือนกับการเอาเครื่องมือพิเศษมาคลำความนิ่มความแข็งของตับเราครับ หลักการคือ ตับปกติสุขภาพดีเนื้อจะนิ่มและยืดหยุ่น แต่ถ้าตับเริ่มอักเสบเรื้อรังจากไขมันพอกตับ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ร่างกายจะซ่อมแซมตัวเองโดยการสร้างเนื้อเยื่อแังผืดขึ้นมา ทำให้ตับเริ่มแข็งกระด้าง
เครื่องตรวจความยืดหยุ่นของตับจะยิงคลื่นเสียงความถี่ต่ำเข้าไปที่ตับ แล้ววัดว่าคลื่นนั้นสะท้อนกลับมาเร็วแค่ไหน ยิ่งคลื่นสะท้อนเร็วเท่าไหร่ แปลว่าตับยิ่งแข็งมากเท่านั้น ซึ่งแปลว่ามีพังผืดในตับเยอะนั่นเองครับ
ขั้นตอนการตรวจตับแบบไม่เจ็บตัว ใช้เวลานานไหม?
หลายคนกลัวการตรวจเพราะคิดว่าน่ากลัว แต่ความจริงแล้วการตรวจนี้สบายมากๆ แทบไม่ต่างจากการทำอัลตราซาวด์ทั่วไปเลยครับ
- เตรียมตัวก่อนตรวจ: ควรงดน้ำและอาหารประมาณ 3 ชั่วโมงก่อนตรวจ เพื่อให้หลอดเลือดและอวัยวะในช่องท้องอยู่ในภาวะปกติ ไม่รบกวนค่าที่วัดได้
- ระหว่างตรวจ: นอนหงาย ยกแขนขวาขึ้นเหนือหัว หมอจะทาเจลเย็นๆ ที่ชายโครงด้านขวา แล้วเอาหัวตรวจวางเบาๆ บริเวณนั้น เครื่องจะปล่อยคลื่นเสียงสั่นเบาๆ เราจะรู้สึกเหมือนมีอะไรมาจิ้มหรือแตะเบาๆ ที่ผิวหนังเท่านั้น
- ระยะเวลา: ใช้เวลาทั้งหมดไม่เกิน 10 ถึง 15 นาที ก็เสร็จเรียบร้อยและรู้ผลประเมินความแข็งของตับได้ทันที
ใครบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจความยืดหยุ่นของตับ?
ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องวิ่งมาตรวจครับ แต่ถ้าคุณมีพฤติกรรมหรือโรคประจำตัวเหล่านี้ หมอแนะนำว่าควรตรวจเช็คสักครั้งเพื่อความสบายใจ
- คนที่มีภาวะไขมันพอกตับจากผลอัลตราซาวด์หรือการเจาะเลือด
- คนที่มีน้ำเกิน เกินมาตรฐาน หรือมีโรคประจำตัวอย่างเบาหวานและไขมันในเลือดสูง
- คนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำหรือดื่มหนักติดต่อกันหลายปี
- คนที่เป็นพาหะหรือป่วยด้วยโรคไวรัสตับอักเสบบีหรือซีเรื้อรัง
- คนที่ผลตรวจเลือดเจอค่าเอนไซม์ตับสูงกว่าปกติโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด
อ่านผลตรวจอย่างไร ตับแบบไหนเรียกว่าปกติหรือน่าห่วง?
หลังจากตรวจเสร็จ แพทย์จะแปลผลออกมาเป็นหน่วยกิโลปาสคาล (kPa) ซึ่งตัวเลขนี้จะบอกระดับความรุนแรงของพังผืดในตับ
- ค่าต่ำ (ตับนิ่มปกติ): แปลว่าตับยังสุขภาพดี ไม่มีพังผืด หรือมีน้อยมาก แค่ดูแลตัวเองต่อก็พอ
- ค่าปานกลาง (เริ่มมีพังผืด): แปลว่าตับเริ่มอักเสบและเกิดแผลเป็นสะสมแล้ว เป็นสัญญาณเตือนภัยว่าต้องรีบปรับพฤติกรรมด่วน
- ค่าสูง (พังผืดระยะมากหรือเข้าข่ายตับแข็ง): แปลว่าเนื้อตับเสียหายไปเยอะ ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์เฉพาะทางอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันไม่ให้ลุกลาม
วิธีดูแลตับให้กลับมานิ่มและยืดหยุ่นเหมือนเดิม
ข่าวดีคือ ตับเป็นอวัยวะที่มีความสามารถในการฟื้นฟูตัวเองสูงมาก ถ้าเราตรวจเจอว่าตับเริ่มแข็งหรือมีไขมันพอกตับในระยะแรก เราสามารถพลิกฟื้นตับให้กลับมาสุขภาพดีได้ด้วยวิธีง่ายๆ เหล่านี้ครับ
- ลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี: สำหรับคนที่มีภาวะไขมันพอกตับ การลดน้ำหนักลงเพียง 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว จะช่วยลดไขมันและพังผืดในตับลงได้
- งดหรือลดแอลกอฮอล์เด็ดขาด: เลิกเหล้าเบียร์เพื่อให้ตับได้พักผ่อนและหยุดกระบวนการอักเสบ
- ปรับอาหาร: ลดแป้งขัดขาว น้ำตาลทราย และไขมันอิ่มตัว หันมากินผัก ผลไม้ และโปรตีนไขมันต่ำ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: ช่วยเผาผลาญไขมันสะสมในช่องท้องและตับได้เป็นอย่างดี
การตรวจความยืดหยุ่นของตับเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เรามองเห็นอนาคตของตับตัวเองล่วงหน้า ก่อนที่โรคจะเดินทางไปถึงจุดที่เป็นตับแข็ง หากใครเข้าข่ายกลุ่มเสี่ยง ลองปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจดูนะครับ เพราะตับที่ดี จะอยู่ดูแลเราไปอีกนาน